จี้สิงห์เหลือ 8 แต้ม! “เรือใบสีฟ้า” บุกอัด “บอร์นมัธ” 2-0

ฟุตบอล พรีเมียร์ลีก อังกฤษ
วันจันทร์ที่ 13 กุมภาพันธ์ 2560
บอร์นมัธ 0-2 แมนฯ ซิตี้
สนาม : ไวทาลิตี้ สเตเดี้ยม

เริ่มเกมมาเพียงแค่ 14 นาที ทีมเยือนก็โชคร้ายเมื่อ กาเบรียล เชซุส ได้รับบาดเจ็บเล่นต่อไม่ไหว ต้องเปลี่ยนเอา เซร์คิโอ อเกวโร่ ลงเล่นแทน

อย่างไรก็ตาม นาทีที่ 29 แมนฯ ซิตี้ ออกนำ 1-0 จากจังหวะที่ ลีรอย ซาเน่ หลุดเข้าเขตโทษก่อนเปิดไปที่เสาสอง บอลแฉลบ สตีฟ คุ้ก แนวรับเจ้าถิ่นไปเข้าทาง ราฮีม สเตอร์ลิง วิ่งเข้าซัดไม่เหลือ

นาทีต่อมา เจ้าถิ่นส่งบอลเข้าไปกองในก้นตาข่าย จอร์ดอน ไอบ์ เปิดเรียดให้ โจชัว คิง ซัดจากระยะ 13 หลา แต่ผู้ตัดสินไม่เห็นเนื่องจากมองว่าเจ้าตัวไปทำฟาวล์ก่อนในจังหวะแรก จบครึ่งแรก แมนฯ ซิตี้ นำ 1-0

กลับมาเล่นต่อในครึ่งหลัง นาทีที่ 67 เจ้าถิ่นได้ลุ้นตีเสมอ แฮร์รี่ อาร์เทอร์ ปั่นด้วยซ้ายหน้าเขตโทษ บอลจะเสียบใต้คานอยู่แล้วแต่ วิลลี่ กาบาเยโร่ โดดปัดออกหลังไว้ได้

นาทีที่ 69 แฟร์นันดินโญ่ จ่ายบอลออกซ้ายให้ ราฮีม สเตอร์ลิง หลุดไปถึงเส้นหลังก่อนเปิดไปหน้าประตู เซร์คิโอ อเกวโร่ ยิงไปโดนขา ไทโรน มิงส์ ตุงตาข่าย แมนฯ ซิตี้ ขยับหนีเป็น 2-0

ช่วงเวลาที่เหลือไม่มีประตูเพิ่ม จบเกม “เรือใบสีฟ้า” แมนฯ ซิตี้ บุกเอาชนะ บอร์นมัธ 2-0 เก็บสามแต้มล้ำค่า ขยับขึ้นรองฝูง พร้อมทำแต้มไล่จี้ “จ่าฝูง” เชลซี เหลือเพียง 8 คะแนน

รายชื่อผู้เล่นของทั้งสองทีม
บอร์นมัธ (4-2-3-1) : อาร์เทอร์ โบรุก – อดัม สมิธ, สตีฟ คุ้ก, ไซม่อน ฟรานซิส, ชาร์ลี แดเนี่ยลส์ – แจ็ค วิลเชียร์, แอนดรูว์ เซอร์แมน- จอร์ดอน ไอบ์, แฮร์รี่ อาร์เทอร์,ไรอัน เฟรเซอร์ – โจชัว คิง
แมนฯ ซิตี้ (4-1-4-1) : วิลลี่ กาบาเยโร่ – บาการี่ ซาญ่า, จอห์น สโตนส์, อเล็กซานดาร์ โคลารอฟ, แฟร์นันดินโญ่ – ยาย่า ตูเร่ – เควิน เดอ บรอยน์, ดาบิด ซิลบา- ราฮีม สเตอร์ลิง, ลีรอย ซาเน่ – กาเบรียล เชซุส
ผู้ตัดสิน : นีล สวอร์บริค

อังกฤษเปิดบ้านถล่มสก็อตแลนด์ราบคาบ 3-0

ฟุตบอลโลก 2018 รอบคัดเลือก โซนยุโรป กลุ่มเอฟ ที่สนามเวมบลีย์ ในกรุงลอนดอน เป็นการพบกันระหว่าง อังกฤษ อดีตแชมป์เมื่อปี 1966 ซึ่งจะเปิดบ้านรับการมาเยือนของทีมบ้านใกล้เรือนเคียงร่วมสหราชอาณาจักร์อย่าง สก็อตแลนด์

แกเร็ธ เซาท์เกต กุนซือขัตตาทัพฝั่งเจ้าถิ่น ซึ่งจะคุมทัพในสัญญาชั่วคราวเป็นนัดที่ 3 ปรับทัพจากนัดล่าสุดเมื่อเดือนก่อนที่บุกเสมอสโลวีเนีย 0-0 ทั้งสิ้น 3 ราย ได้แก่ อดัม ลัลลานา, ราฮีม สเตอร์ลิง และ เวย์น รูนีย์ ที่จะได้ลงตัวจริงแทนที่ของ เดเล อัลลี, เจสเซ ลินการ์ด และ ธีโอ วัลคอตต์

ด้านผู้มาเยือนของ กอร์ดอน สตรัคคัน อดีตดาวเตะเจ้าของฉายามะพร้าวห้าวในยุค 80 เลือกใช้ผู้เล่นที่ค้าแข้งอยู่ในอังกฤษเป็นแกนหลักนำโดยสองนักเตะจากเวสต์บรอมวิช อัลเบี้ยนอย่าง ดาร์เรน เฟล็ทเชอร์ กับ เจมส์ มอร์ริสัน รวมถึง โรเบิร์ต สน็อดกราสส์ ปีกตัวจี๊ดจากฮัลล์ ซิตี้อีกด้วย

เกมในช่วง 45 นาทีแรกเป็นอังกฤษครองบอลบุกเข้าใส่ได้มากกว่า จนกระทั่งนาทีที่ 24 ก็สามารถพังประตูขึ้นนำได้สำเร็จ จากจังหวะที่ สเตอร์ลิง ส่องไกลด้วยขวาไปติดบล็อคของ แกรนท์ ฮานลีย์ กระดอนไปทางริมกรอบเขตโทษฝั่งขวาเข้าทาง ไคล์ วอล์คเกอร์ เปิดยัดเข้ากลางต่อให้ ดาเนียล สเตอร์ริดจ์ พุ่งโหม่งเร็วตุงตาข่ายอย่างเด็ดขาด ส่งให้สิงโตคำรามออกนำในช่วง 45 นาทีแรก 1-0

ครึ่งหลังเริ่มมาเพียงแค่ 5 นาทีเท่านั้น เจ้าถิ่นมาบวกลูกสองเพิ่มได้อีกอย่างรวดเร็ว จากจังหวะที่ แดนนี โรส เปิดบอลจากริมกรอบเขตโทษฝั่งซ้ายเข้ากลางให้ ลัลลานา กระโดดเทกตัวโขกบอลกระดอนพื้นเสียบเสาไกลเข้าไป ช่วยให้อดีตแชมป์โลก 1 สมัยหนีห่างเป็น 2-0

ถัดมานาทีที่ 61 ทัพทรีไลออนส์มาได้ประตูที่สามเพิ่มเติมอีก จากลูกเตะมุมฝั่งซ้ายให้ เวย์น รูนีย์ เปิดเข้ามาในเขตโทษให้ แกรี เคฮิลล์ โฉบมาโหม่งเน้นๆเข้าไปตุงตาข่าย ส่งให้อังกฤษนำห่างถึง 3-0

หลังจากนั้นไม่มีประตูเกิดขึ้นเพิ่มเติมอีก ทำให้สุดท้ายจบเกมเป็นอังกฤษที่ถล่มเอาชนะไปได้แบบไร้ปัญหา 3-0 เก็บเพิ่มเป็น 10 แต้ม นำเป็นจ่าฝูงของกลุ่มเอฟต่อไป ส่วนสก็อตแลนด์หล่นไปรั้งอันดับ 5 รองสุดท้ายของสาย มีแค่ 4 คะแนนเท่าเดิม