การดูแลเด็กที่เคยเป็นลำไส้ติดเชื้อ เรื่องควรรู้สำหรับคุณแม่

การดูแลเด็กที่เคยเป็นลำไส้ติดเชื้อ สำหรับคุณแม่ที่เคยมีลูกเป็นลำไส้ติดเชื้อ ควรจะดูแลลูกน้อยอย่างไรดี มาศึกษากันเลย…

บ่อยครั้งที่เด็กทารกมักเป็นโรคที่เกี่ยวกับลำไส้ โดยเฉพาะ “การติดเชื้อในลำไส้” หรือ “ลำไส้อักเสบ” ซึ่งเป็นโรคที่พบได้บ่อยมาก ๆ ในเด็กทารกวัยไม่เกิน 1 ขวบ ซึ่งโรคติดเชื้อในลำไส้นี้ส่วนใหญ่มักมีสาเหตุมาจากเชื้อไวรัสหรือแบคทีเรีย ส่งผลให้ลูกน้อยมีอาการอาเจียนและถ่ายอุจจาระเหลว ทั้งนี้การรักษาส่วนใหญ่จะรักษาตามอาการ โดยให้ดื่มน้ำเกลือแร่ และรับประทานอาหารอ่อน ๆ ตามวัย ถ้าหากไม่รุนแรงมากอาการก็จะค่อย ๆ ดีขึ้นและหายไปเอง แต่ทั้งนี้ก็มีเด็กบางคนที่ติดเชื้อรุนแรง อาจต้องให้แพทย์ดูแลอย่างใกล้ชิด เพราะร่างกายขาดน้ำและเกลือแร่อย่างรุนแรง หากไม่รีบรักษาอาจทำให้ช็อกและเป็นอันตรายถึงชีวิตได้

ทั้งนี้สำหรับคุณแม่ที่เคยมีลูกน้อยเป็นโรคลำไส้ติดเชื้อ เมื่อหายดีแล้วก็ไม่ควรละเลย และควรที่จะต้องดูแลเป็นพิเศษด้วยนะคะ เพราะโรคนี้สามารถกลับมาเป็นได้อีก ซึ่งคุณแม่หลายคนอาจจะยังไม่รู้ว่าควรจะดูแลอย่างไรดี วันนี้กระปุกดอทคอมจึงได้นำวิธีดูแลเด็กเล็กที่เคยเป็นลำไส้ติดเชื้อมาแนะนำกันค่ะ
– พยายามให้เด็กดื่มนมแม่ เพราะนมแม่เป็นวัคซีนที่สามารถป้องกันโรคลำไส้ติดเชื้อได้ดีที่สุด

– ในกรณีที่เด็กต้องดื่มนมหรือน้ำจากขวด รวมถึงภาชนะใส่อาหาร คุณแม่ควรจะต้องทำความสะอาดด้วยการนำไปต้ม และผึ่งให้แห้งก่อนทุกครั้ง

– น้ำที่ให้ลูกน้อยดื่ม หรือน้ำที่นำมาผสมกับนมผง ควรเป็นน้ำที่ต้มสุกแล้วเท่านั้น

– คุณแม่ควรหมั่นดูแลทำความสะอาดบ้าน ทำความสะอาดอุปกรณ์ และข้าวของต่าง ๆ ที่ลูกน้อยสามารถหยิบจับได้ให้สะอาดอยู่เสมอ
– พยายามให้เด็กดื่มนมแม่ เพราะนมแม่เป็นวัคซีนที่สามารถป้องกันโรคลำไส้ติดเชื้อได้ดีที่สุด

– ในกรณีที่เด็กต้องดื่มนมหรือน้ำจากขวด รวมถึงภาชนะใส่อาหาร คุณแม่ควรจะต้องทำความสะอาดด้วยการนำไปต้ม และผึ่งให้แห้งก่อนทุกครั้ง

– น้ำที่ให้ลูกน้อยดื่ม หรือน้ำที่นำมาผสมกับนมผง ควรเป็นน้ำที่ต้มสุกแล้วเท่านั้น

– คุณแม่ควรหมั่นดูแลทำความสะอาดบ้าน ทำความสะอาดอุปกรณ์ และข้าวของต่าง ๆ ที่ลูกน้อยสามารถหยิบจับได้ให้สะอาดอยู่เสมอ

ช็อกโกแลต กับ 14 ประโยชน์จัดเต็มที่ชวนลิ้มลอง

ช็อกโกแลตเป็นหนึ่งในของอร่อยที่ใครหลายคนต้องคอยยั้งใจไม่ให้ก­­­กินเยอะ มิเช่นนั้นน้ำหนักจะพุ่งเอาได้ แต่ต่อไปนี้การกินช็อกโกแลตจะไม่ทำลายสุขภาพต่อไป เพราะเรามีเคล็ดลับในการกินมาบอก
ช็อกโกแลตรสหวานอร่อยทำเราอารมณ์ดีขึ้นในพริบตานั้น หากกินเป็นประจำทุกวันย่อมส่งผลกระทบต่อสุขภาพแน่นอน โดยเฉพาะมิลค์ช็อกโกแลต และช็อกโกแลตสอดไส้ต่าง ๆ ทั้งที่ความจริงแล้วช็อกโกแลตนั้นไม่ใช่อาหารตัวร้ายสำหรับสุขภ­­­าพของเราเลย หากกินอย่างรู้หลักก็จะช่วยบำรุงสุขภาพกายและใจของเราให้แข็งแร­­­งขึ้นอีกด้วย แต่เอ๊ะ ! หลักการกินช็อกโกแลตที่ถูกต้องและพอดีนั้นจะเป็นอย่างไรนะ กระปุกดอทคอมมีคำตอบมารอให้คุณอ่านตรงนี้แล้ว ช็อกโกแลตจะดีต่อสุขภาพหรือไม่ อยู่ที่ปริมาณโกโก้

โกโก้ เป็นหัวใจสำคัญที่ทำให้ช็อกโกแลตสุดโปรดของเราทำให้เรามีสุขภาพ­­­ดีได้ เพราะในโกโก้แท้นั้นอุดมด้วยสารฟลาโวนอยด์ที่ช่วยบำรุงหลอดเลือ­­­ดของเราให้แข็งแรง

จากผลการวิจัยที่ถูกตีพิมพ์ลงในวารสาร American College of Cardiology (JACC) เผยว่า สารฟลาโวนอยด์มีผลต่อสุขภาพหัวใจและหลอดเลือดของเรา โดยจะช่วยปรับสมดุลการไหลเวียนโลหิตในหลอดเลือด กระตุ้นสร้างเซลล์เส้นเลือดใหม่ และมีคุณสมบัติชะลอความเสื่อมของเซลล์ได้อีกด้วย ดังนั้น หากในช็อกโกแลตแท่งโปรดมีปริมาณโกโก้อยู่สูง นั่นก็หมายถึง เป็นช็อกโกแลตที่กินแล้วดีต่อสุขภาพ โดยเฉพาะ “ดาร์กช็อกโกแลต”

ในขณะเดียวกัน ช็อกโกแลตที่มีปริมาณโกโก้แท้น้อยมาก เช่น ไวท์ช็อกโกแลต และช็อกโกแลตนม นั้นเป็นช็อกโกแลตที่เราควรหลีกเลี่ยง เพราะเป็นช็อกโกแลตที่มีปริมาณสารฟลาโวนอยด์น้อย แต่มีปริมาณน้ำตาล ไขมัน และมีสีผสมอาหารสังเคราะห์ปนอยู่สูงทีเดียวเลือกกินช็อกโกแลตอย่างไรให้ได้สุขภาพ

สำหรับคนที่เป็นช็อกโกแลตเลิฟเวอร์นั้น เราขอแนะนำหลักการง่าย ๆ ในการกินช็อกโกแลตให้ดีต่อสุขภาพ นั่นคือ ดูปริมาณโกโก้เป็นหลัก ถ้าเป็นดาร์กช็อกโกแลตได้ยิ่งดีค่ะ เพราะดาร์กช็อกโกแลตส่วนใหญ่นั้นทำมาจากโกโก้แท้ มีรสขมนำ และมีปริมาณน้ำตาล ไขมันน้อยมาก

อย่างไรก็ตาม ถึงแม้จะเลือกกินดาร์กช็อกโกแลต ก็ควรกินในปริมาณที่พอเหมาะด้วยนะคะ นั่นคือ ประมาณ 198 กรัมต่อสัปดาห์ หรือประมาณวันละ 28 กรัม อีกสิ่งหนึ่งที่ต้องระวังให้ดีก็คือ ปริมาณโกโก้ โดยในช็อกโกแลตที่เราเลือกนั้นควรมีโกโก้แท้ผสมอยู่อย่างน้อยร้­­­อยละ 70 อีกทั้งสีของช็อกโกแลตก็ควรออกไปทางดำเข้ม ช็อกโกแลตยิ่งมีสีดำเข้มยิ่งดีต่อสุขภาพค่ะ ส่วนช็อกโกแลตที่มีสีน้ำตาล ส่วนมากจะเป็นมิลค์ช็อกโกแลต

ช็อกโกแลตสอดไส้ กลลวงความอร่อยที่ควรระวัง

หากใครที่ชอบกินช็อกโกแลตมาก ๆ ย่อมรู้ดีว่า ช็อกโกแลตมีความอร่อยให้เราหลากหลายรูปแบบมาก เช่น ไวท์ช็อกโกแลต ช็อกโกแลตนมผสมรสชาติต่าง ๆ ช็อกโกแลตเคลือบถั่ว ช็อกโกแลตผสมนูกัต ช็อกโกแลตเคลือบคาราเมล หรือแม้แต่ช็อกโกแลตเคลือบเจลลี่ ซึ่งช็อกโกแลตเหล่านี้เป็นสิ่งที่เราควรหลีกเลี่ยง เพราะในช็อกโกแลตเหล่านี้ไม่ให้ประโยชน์ใด ๆ ต่อสุขภาพเลย นอกจากความอร่อยเท่านั้น !

ที่น่าตกใจคือ ส่วนใหญ่มีโกโก้แท้อยู่ไม่ถึงร้อยละ 50 ด้วยซ้ำไป และมีสิ่งที่เพิ่มเข้ามาทำให้ช็อกโกแลตน่ากินมากขึ้นก็ก็คือ เนยโกโก้ (Cocoa Butter) โกโก้แมส (Cocoa liquor หรือ Cocoa Powder) และน้ำตาล โดยตัวการบั่นทอนสุขภาพของเราก็คือ เนยโกโก้ ที่มีกรดไขมันอิ่มตัวอยู่ 2 ชนิด ได้แก่ กรดปาล์มิติก (Palmiticacid) และกรดสเตียริก (StearicAcid) นอกจากนี้ยังรวมถึงปริมาณน้ำตาลและสารสังเคราะห์อื่น ๆ อีกด้วย ดังนั้น หากเรากินช็อกโกแลตเหล่านี้เป็นประจำทุกวัน ก็มีสิทธิ์ที่โรคหัวใจ โรคอ้วน โรคเบาหวาน และโรคความดันโลหิตจะถามหาเอาได้
14 ข้อดีของดาร์กช็อกโกแลตที่มีต่อสุขภาพ

สำหรับใครที่ติดกินมิลค์ช็อกโกแลตเป็นประจำทุกวัน ขอแนะนำว่า ควรหันมากินดาร์กช็อกโกแลตบ้าง เพราะในดาร์กช็อกโกแลตนั้น มีประโยชน์ต่อสุขภาพซ่อนอยู่หลายข้อเลยทีเดียวค่ะ รับรองว่าอ่านแล้วจะยิ่งชอบกินช็อกโกแลตมากขึ้นไปอีก มาดูกันเถอะว่าช็อกโกแลตสีดำเข้มนี้จะให้ประโยชน์ต่อสุขภาพของเ­­­ราอะไรบ้าง

บำรุงหัวใจ

จากผลการวิจัยของประเทศสวีเดนเผยว่า การกินดาร์กช็อกโกแลตอย่างน้อยสัปดาห์ละครั้งช่วยลดความเสี่ยงเ­­­สียชีวิตด้วยโรคหัวใจได้สูงถึงร้อยละ 44 ทั้งนี้เป็นเพราะปริมาณสารฟลาโวนอยด์ในดาร์กช็อกโกแลตนั้นช่วยป­­­รับสมดุลความดันโลหิต เพิ่มการไหลเวียนของเลือดไปหล่อเลี้ยงหัวใจมากขึ้น ช่วยขยายหลอดเลือด ป้องกันหลอดเลือดแข็งตัวที่จะทำให้เกิดภาวะหลอดเลือดตีบตันในเว­­­ลาต่อมา

ช่วยให้ความจำดีขึ้น

ดาร์กช็อกโกแลตเพิ่มการไหลเวียนของเลือดให้ไปเลี้ยงสมองมากขึ้น­­­ ทำให้เราจดจำอะไรได้ดีขึ้น จากผลการวิจัยของมหาวิทยาลัย Nottingham ในประเทศอังกฤษ เผยว่า สารฟลาโวนอยด์ในโกโก้ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการจดจำของสมองให้น­­­านมากขึ้นถึง 2-3 ชั่วโมง

ป้องกันโรคเบาหวานประเภท 2

สารฟลาโวนอยด์ในดาร์กช็อกโกแลตช่วยยับยั้งการกระตุ้นสร้างอินซู­­­ลินในร่างกายได้ และยังช่วยปรับสมดุลความดันโลหิตของเราอีกด้วย จึงช่วยลดความเสี่ยงในการเป็นโรคเบาหวานประเภท 2 ได้
ช่วยชะลอความเสื่อมของเซลล์

ดาร์กช็อกโกแลตเป็นอาหารที่อุดมด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ จึงช่วยชะลอความเสื่อมของเซลล์ต่าง ๆ ในร่างกาย เช่น ยับยั้งการเกิดเซลล์มะเร็ง และชะลอกระบวนการเกิดริ้วรอยบนผิวพรรณ เป็นต้น

ลดการสะสมของแบคทีเรียในช่องปาก

ดาร์กช็อกโกแลตเป็นอาหารที่มีความหวานต่ำ เพราะมีสารคาเฟอีนให้ความขมที่เรียกว่า ธีโอโบรมีน(Theobromine) อยู่ในปริมาณสูง ดังนั้น กินแล้วจึงไม่ต้องห่วงว่าฟันจะผุจากการสะสมของแบคทีเรีย

บำรุงเลือด

ดาร์กช็อกโกแลตแท่งสีดำเข้มอุมดมไปด้วยแร่ธาตุและวิตามินที่สำค­­ัญต่อร่างกาย เช่น โพแทสเซียม สังกะสี แมกนีเซีย และธาตุเหล็ก ซึ่งช่วยบำรุงเลือดของเราให้เกิดการไหลเวียนได้ดีขึ้น ทำให้เราห่างไกลจากภาวะโลหิต โรคเบาหวานประเภท 2 โรคหัวใจ และโรคความดันโลหิตสูง

ช่วยลดน้ำหนัก

จากผลการวิจัยของมหาวิทยาลัยโคเปนเฮเกน ประเทศเดนมาร์ก เผยว่า รสขมของดาร์กช็อกโกแลตช่วยยับยั้งความอยากอาหารได้ดี โดยเฉพาะ อาหารที่มีรสหวาน รสเค็ม และมีไขมันสูง ซึ่งการกินดาร์กช็อกโกแลตขนาดแค่เหรียญบาทเป็นประจำทุกวัน ก็สามารถช่วยให้เราควบคุมน้ำหนักตัวได้ง่ายขึ้นแล้ว น่าลองนะคะ !

ดีต่อลูกน้อยในครรภ์

คนท้องที่กินช็อกโกแลตเป็นประจำมีแนวโน้มว่าลูกน้อยในครรภ์เป็น­­­เด็กอารมณ์ดี ยิ้มเก่ง จากผลการวิจัยของประเทศฟินแลนด์ เผยว่า คนท้องที่กินดาร์กช็อกโกแลตมากกว่า 5 ครั้งต่อสัปดาห์ในช่วง 3 เดือนแรกของการตั้งท้องนั้น มีความเสี่ยงต่ำที่จะครรภ์เป็นพิษถึงร้อยละ 69 อีกทั้งยังมีแนวโน้มได้ลูกน้อยที่มีนิสัยน่ารัก อารมณ์ดี และยิ้มเก่งด้วย สาเหตุมาจากการที่สมองของคุณแม่หลั่งสารเคมีเฟนิลเอธิลลามีน (Phenylethylamine) ออกมาขณะกินช็อกโกแลต ทำให้รู้สึกอารมณ์ดี ซึ่งความรู้สึกนี้ก็จะถ่ายทอดถึงลูกน้อยด้วย
ทำให้อารมณ์ดีขึ้น

ในขณะที่เรากำลังกินดาร์กช็อกโกแลตนั้น สมองของเราจะหลั่งสารแห่งความสุข หรือสารเอ็นดอร์ฟิออกมาด้วย ทำให้เรารู้สึกอารมณ์ดีขึ้น

ปกป้องผิวจากแสงแดด

จากผลการวิจัยในประเทศอังกฤษ และเยอรมนี เผยตรงกันว่า สารฟลาโวนอยด์ในช็อกโกแลตนั้นมีคุณสมบัติปกป้องเซลล์ผิวจากการถ­­­ูกทำร้ายของรังสียูวีได้ โดยจะกระตุ้นการไหลเวียนของเลือด ทำให้เซลล์ผิวมีความแข็งแรงมากขึ้น จึงช่วยป้องกันเซลล์ผิวถูกทำลายได้

แก้ไอ ทำให้ชุ่มคอขึ้น

มีผลการวิจัยหนึ่งเผยว่า การกินช็อกโกแลตนั้นสามารถบรรเทาอาการคันคอ และอาการไอได้ สาเหตุมาจากสารคาเฟอีนในโกโก้ที่เรียกว่า ธีโอโบรมีน (Theobromine) มีคุณสมบัติทำให้ชุ่มคอคล้ายคลึงกับตัวยาโคดีอีน (codeine) หรือยาแก้ไอ

บรรเทาอาการท้องเสีย

เคยมีบันทึกกล่าวเอาไว้ว่า ในทวีปยุโรปและอเมริกาใต้สมัยศตวรรษที่ 16 นั้นมีการนำช็อกโกแลตมาใช้บรรเทาอาการท้องเสีย เพราะสารฟลาโวนอยด์ในช็อกโกแลตจะจับตัวกับโปรตีนในร่างกาย เพื่อปรับสมดุลการขับถ่ายของเราให้ดีขึ้น

บรรเทาอาการก่อนมีประจำเดือนของผู้หญิง (PMS)

ช็อกโกแลตสามารถบรรเทาอาการก่อนมีประจำเดือนของผู้หญิงได้ โดยจะช่วยกระตุ้นให้สมองหลั่งสารเอ็นดอร์ฟินออกมาปรับสมดุลอารม­­­ณ์ และยังช่วยลดอาการบวมน้ำได้อีกด้วย

ช่วยลดคอเลสเตอรอล

จากผลการวิจัยของมหาวิทยาลัยอิลลินอยส์ เออร์แบนา-แชมเปญจน์ ในสหรัฐอเมริกา เผยว่า สารฟลาโวนอยด์ในดาร์กช็อกโกแลตนั้นช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลในเลื­­­อดได้ และยังช่วยปรับสมดุลความดันโลหิตได้อีกด้วย เพราะช็อกโกแลตชนิดนี้มีกรดโอเลอิกสูง ซึ่งเป็นกรดไขมันไม่อิ่มตัวที่ดีต่อร่างกาย
ช็อกโกแลตกับข้อยกเว้นเรื่องสุขภาพ

ช็อกโกแลตก็มีข้อจำกัดบางประการกับคนที่มีปัญหาเรื่องสุขภาพที่่ป่วยเป็นโรคไตและไมเกรน หากกินเข้าไปแล้วอาจเกิดผลเสียมากกว่าผลดี

ไมเกรน

เพราะในช็อกโกแลตนั้นมีสารเคมีที่ชื่อ ไทรามีน (Tyramine) ที่จะยิ่งทำให้การไหลเวียนของเลือดอยู่ในระดับต่ำลง อาการปวดไมเกรนอาจหนักขึ้นกว่าเดิม

โรคไต

ช็อกโกแลตเป็นอาหารที่มีกรดออกซาลิกสูง หากผู้ป่วยโรคไตกินเข้าไปอาจทำให้เกิดผลึกแคลเซียมออกซาเลทสะส­มเป็นก้อนนิ่วในกรวยไตมากขึ้น

การกินช็อกโกแลตเป็นประจำทุกวันจะไม่กระทบต่อสุขภาพเลย หากเรากินในปริมาณที่เหมาะสม แต่ก็ไม่ใช่ว่าอยากให้สุขภาพดีจึงกินแต่ช็อกโกแลตเพียงอย่างเดี­­­ยวเท่านั้นนะคะ แบบนี้คงไม่ดีต่อสุขภาพแน่ ๆ ทางที่ดีคือ กินอาหารให้ครบ 5 หมู่ และกินช็อกโกแลตในระหว่างมื้อค่ะ เพียงเท่านี้ ช็อกโกแลตก็ไม่ทำร้ายสุขภาพของเราแล้ว

10 ที่เที่ยวเดือนกุมภาพันธ์ ต้อนรับเดือนแห่งความโรแมนติก

ที่เที่ยวเดือนกุมภาพันธ์ ใครกำลังหาสถานที่ท่องเที่ยวไทยสวย ๆ เพื่อจะไปเที่ยวในเดือนกุมภาพันธ์ มาดูแหล่งท่องเที่ยวเหล่านี้ได้เลย รับรองว่าเต็มอิ่มและฟินกับบรรยากาศโรแมนติกแน่นอน ไปกับใครก็ประทับใจไม่รู้ลืม

เดือนกุมภาพันธ์ เป็นเดือนที่ได้ชื่อว่าโรแมนติกมากที่สุด นั่นก็เพราะว่ามีวันสำคัญอย่างวันวาเลนไทน์อยู่ในเดือนนี้นั่นเอง และเพื่อเป็นการเอาใจคนรักการเที่ยว วันนี้เราจึงได้คัดสรรสถานที่ท่องเที่ยวสวย ๆ ในเมืองไทยมาฝากกันค่ะ เป็นที่เที่ยวเดือนกุมภาพันธ์ที่ไม่อยากให้พลาดเลยทีเดียว จะมีที่ไหนที่น่าสนใจบ้าง จูงมือคนข้าง ๆ มาอ่านด้วยกันเลย ^_^
1. เที่ยวไร่สตรอว์เบอร์รี อำเภอสะเมิง จังหวัดเชียงใหม่ ในเดือนกุมภาพันธ์ เป็นฤดูกาลแห่งการเก็บเกี่ยวสตรอว์เบอร์รีเชียงใหม่ โดยเฉพาะในอำเภอสะเมิง ซึ่งเป็นแหล่งปลูกสตรอว์เบอร์รีที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของเมืองไทย นอกจากจะมีการให้นักท่องเที่ยวได้เดินเที่ยวชมไร่แล้ว ในช่วงกลางเดือนก็มักจะมีงานเทศกาลสตรอว์เบอร์รีสะเมิง โดยภายในงานก็จะมีสตรอว์เบอร์รีสด ๆ ราคาถูก รวมทั้งสินค้าแปรรูปจากสตรอว์เบอร์รี อีกทั้งสินค้าพื้นเมืองอื่น ๆ อีกมากมาย มาจำหน่ายให้กับนักท่องเที่ยว ใครที่เป็นสาวกสตรอว์เบอร์รี บอกเลยว่าไม่ควรพลาด
2. เก็บองุ่นที่ไร่องุ่น เขาใหญ่-วังน้ำเขียว จังหวัดนครราชสีมา
เป็นอีกหนึ่งสถานที่ท่องเที่ยวที่ห้ามพลาดในช่วงเดือนกุมภาพันธ์เลยก็ว่าได้ค่ะ เพราะช่วงนี้ผลองุ่นจะแข่งกันออกมาเต็มช่อ ห้อยเต็มสวน เป็นฤดูกาลเก็บเกี่ยวองุ่นของแต่ละไร่ในบริเวณเขาใหญ่และวังน้ำเขียว ซึ่งมีหลายไร่ที่เปิดให้นักท่องเที่ยวได้ร่วมกิจกรรมการตัดผลองุ่น ไม่เพียงเท่านั้นยังมีการจัดกิจกรรมสนุก ๆ และดินเนอร์กับบรรยากาศสุดเงียบสงบของไร่องุ่นอีกด้วย
3. ชมความอลังการของดอกชมพูพันธุ์ทิพย์ ม.เกษตรฯ กำแพงแสน จังหวัดนครปฐม เส้นทางดอกชมพูพันธุ์ทิพย์ เป็นอีกหนึ่งสีสันในช่วงปลายฤดูหนาว เข้าสู่ฤดูร้อน โดยดอกชมพูพันธุ์ทิพย์กว่าร้อยต้น จะพากันบานเป็นสีชมพูสะพรั่งตลอดแนวถนนหน้าโรงเรียนสาธิต ภายในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน ซึ่งโดยรอบก็จะเป็นท้องทุ่งนา พร้อมแปลงเกษตรของนักศึกษา มีบรรยากาศร่มรื่น โรแมนติกสุด ๆ โดยการบานของดอกชมพูพันธุ์ทิพย์นั้น จะอยู่ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ แต่ละปีก็จะบานไม่ตรงกัน ขึ้นอยู่กับสภาพอากาศ สามารถติดตามการบานของดอกชมพูพันธุ์ทิพย์ได้ที่เฟซบุ๊ก ชมพูพันธุ์ทิพย์ ม.เกษตรฯกำแพงแสน
4. ดูโลมาสุดน่ารัก บริเวณบ้านท่าข้าม อำเภอบางปะกง จังหวัดฉะเชิงเทรา

หากใครอยากชมปลาโลมาแบบใกล้ชิด ไม่ต้องไปที่ไหนไกลค่ะ แค่จังหวัดฉะเชิงเทราแค่นี้เอง โดยสามารถไปเที่ยวชมได้บริเวณเชิงสะพานเทพหัสดิน (สะพานข้ามแม่น้ำบางปะกง) ตำบลท่าข้าม อำเภอบางปะกง จังหวัดฉะเชิงเทรา หรือจะนั่งเรือออกไปบริเวณปากแม่น้ำบางปะกงก็ได้ จะมีปลาโลมากว่า 100 ตัว มาแหวกว่ายให้เราได้ชมกัน อันที่จริงนั้นปลาโลมาจะอพยพมาอยู่บริเวณนี้ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน และจะมีให้เที่ยวชมได้ถึงประมาณปลายเดือนกุมภาพันธ์เท่านั้น
5. ชมดอกชมพูภูคา ที่เดียวในไทย ณ อุทยานแห่งชาติดอยภูคา จังหวัดน่าน ดอกชมพูภูคา เป็นพรรณไม้หายาก ซึ่งจะพบเพียงบริเวณเดียวในเมืองไทยเท่านั้น นั่นก็คือ ภายในเขตอุทยานแห่งชาติดอยภูคา จังหวัดน่าน โดยจะเริ่มบานในช่วงเดือนกุมภาพันธ์-มีนาคม โดยจะมีดอกเป็นสีชมพู สวยงามสะพรั่ง นอกจากนี้ภายในเขตอุทยานแห่งชาติดอยภูคายังมีที่เที่ยวธรรมชาติให้ได้ไปเที่ยวชมกันอีกด้วย
6. เซลฟี่กับดอกเบญจมาศหลากสีสันที่วังน้ำเขียว จังหวัดนครราชสีมา เป็นที่ทราบกันดีว่าวังน้ำเขียว เป็นแหล่งปลูกดอกเบญมาศที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของเมืองไทย โดยในทุก ๆ ปี จะมีการจัดงานเทศกาลเบญจมาศบานในม่านหมอกในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ โดยภายในงานจะมีการจัดแสดงดอกเบญจมาศหลากสีสัน รวมทั้งดอกไม้เมืองหนาวอื่น ๆ อีกมากมาย และในปีนี้เทศกาลเบญจมาศบานในม่านหมอกจะมีตั้งแต่วันที่ 11-15 กุมภาพันธ์ 2560
7. พิชิตขอบฟ้าที่เขาหลวง จังหวัดนครศรีธรรมราช 7. พิชิตขอบฟ้าที่เขาหลวง จังหวัดนครศรีธรรมราช
8. นอนโฮมสเตย์ ชมธรรมชาติ ณ บ้านปง-ห้วยลาน สันกำแพง จังหวัดเชียงใหม่ บ้านปง-ห้วยลาน ตั้งอยู่ที่ตำบลออนใต้ อำเภอสันกำแพง จังหวัดเชียงใหม่ เป็นหมู่บ้านเล็ก ๆ ที่เต็มไปด้วยเรื่องราวประวัติศาสตร์และธรรมชาติที่สวยงาม ซึ่งช่วงเดือนกุมภาพันธ์จะเป็นช่วงเวลาที่อากาศยังคงหนาวเย็น และนักท่องเที่ยวไม่วุ่นวายเท่ากับช่วงปีใหม่ จึงเป็นช่วงเวลาที่น่ามาเยี่ยมเยือนที่นี่มาก ๆ นักท่องเที่ยวจะได้เที่ยวชมธรรมชาติสวย ๆ ของอ่างเก็บน้ำห้วยลาน ได้ปั่นจักรยานไปตามเส้นทางศึกษาธรรมชาติ พร้อมทั้งเรียนรู้งานหัตถกรรมของชาวบ้านในท้องถิ่น ไม่เพียงเท่านั้นยังมีอาหารพื้นเมืองสุขภาพดีไว้รอต้อนรับอีกด้วย
9. อลังการงานบอลลูนนานาชาติ สิงห์ปาร์ค จังหวัดเชียงราย งานบอลลูนนานาชาติ สิงห์ปาร์ค จังหวัดเชียงราย เป็นอีกหนึ่งเทศกาลท่องเที่ยวที่ไม่อยากให้พลาด มีให้เที่ยวชมในช่วงเดือนกุมภาพันธ์พอดิบพอดี ซึ่งจะมีบอลลูนจากหลากหลายประเทศมาร่วมแข่งขัน และจัดแสดง มีการโชว์แสง สี เสียงบอลลูนริมทะเลสาบยามค่ำคืนสุดอลังการ รวมทั้งยังมีคอนเสิร์ตจากศิลปินชื่อดังมากมาย นอกจากนี้นักท่องเที่ยวยังสามารถที่จะไปเที่ยวชมในจุดอื่น ๆ ภายในสิงห์ปาร์คได้อีกด้วย ในปีนี้งาน Singhapark Chiangrai International Balloon Fiesta 2017 จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 14-18 กุมภาพันธ์ 2560
10. ท้องทะเลอันดามัน ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ ถือได้ว่าเป็นช่วงที่เหมาะแก่การเที่ยวทะเลอันดามันมากที่สุดอีกหนึ่งเดือน ในช่วงนี้อากาศจะยังเย็นสบาย คลื่นลมสงบ ท้องฟ้าแจ่มใส และยังสามารถดำดิ่งลงไปชมความสวยงามของปะการังและปลาต่าง ๆ ได้อย่างดีทีเดียว ที่เที่ยวทะเลในอันดามันที่น่าสนใจ อาทิ อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสุรินทร์, อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสิมิลัน, เกาะหลีเป๊ะ, เกาะไข่, หมู่เกาะห้อง เป็นต้น

โชคดีสุด ๆ เจ้าตูบถูกปล่อยทิ้งปั๊มน้ำมัน ชะตาพลิกผัน ได้ชีวิตใหม่ แถมยังได้งานทำอีก

เผยเรื่องราวของ เจ้าเนเกา ตูบชะตาพลิกผัน หลังจากถูกเจ้าของมาปล่อยทิ้งไว้ที่ปั๊มน้ำมัน ได้มีชีวิตใหม่แถมมีงานทำ จนตอนนี้กลายเป็นพนักงานปั๊มที่น่าเอ็นดูที่สุดไปแล้ว

เจ้าเนเกา ตูบสีดำน่าสงสาร ถูกเจ้าของคนเก่านำมาปล่อยทิ้งไว้ที่ปั๊มน้ำมันแห่งหนึ่งในเมืองโมฌีดัสกรูซิส รัฐเซาเปาลู ประเทศบราซิล กระทั่งซาบรีน่า แพลนเนอร์เอร์ และหุ้นส่วนของเธอ มาซื้อต่อกิจการปั๊มน้ำมันแห่งนี้ จึงได้พบกับเจ้าเนเกา เดินเตร็ดเตร่เป็นสุนัขจรจัด เลยเกิดปิ๊งไอเดียน่ารัก ๆ ขึ้นมา เห็นแล้วชวนน่าประทับใจอย่างที่สุด โดยเว็บไซต์ Bored Panda ได้หยิบเรื่องราวนี้มานำเสนอให้ได้ชมกันเมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2560 ซาบรีน่า เผยว่า พวกเราตัดสินใจรับมันเลี้ยงไว้ในทันที จากนั้นก็พามันไปดูแลรักษาร่างกายให้แข็งแรง ซื้ออาหารให้มันกิน ซื้อบ้านสุนัขให้มันอยู่ คอยจูงมันออกไปเดินเล่น เช่นเดียวกับสุนัขสัตว์เลี้ยงตัวอื่น ๆ แต่ไม่เพียงเท่านั้น เพราะหลังจากรับเจ้าเนเกามาดูแลได้สักพัก ทั้งคู่ก็ตัดสินใจให้มันมาเป็นหนึ่งในสมาชิกพนักงานที่ปั๊มด้วยกัน มีหมวกให้ใส่ แถมมีป้ายพนักงานห้อยคอให้ด้วย

หน้าที่ของเจ้าเนเกาก็คืองานดูแลลูกค้า ซึ่งก็ดูเหมือนว่ามันจะทำได้เป็นอย่างดีเชียวล่ะ เจ้าเนเกาจะนั่งคอยให้มีลูกค้าเข้ามาใช้บริการ และเมื่อมีคนมามันก็จะเข้าไปทักทาย ด้วยเสน่ห์และความน่าเอ็นดูของมัน ทำให้บรรดาลูกค้าที่ได้เจอต่างพากันหลงรักมันแทบทุกคน จนถึงขนาดบางคนจำได้และนำของเล่นมาให้กับมันบ่อย ๆ

สุดท้ายนี้ ซาบรีน่า ได้เผยว่า “พวกเราหวังว่าการช่วยรับเจ้าเนเกามาดูแลเช่นนี้ จะช่วยเป็นตัวอย่างที่ดีที่ทำให้สถานที่อื่น ๆ อยากจะสงเคราะห์สัตว์รับมันไปดูแลเช่นเดียวกันนี้”

แอร์ฯ สุดทน เผย 8 ลิสต์พฤติกรรมผู้โดยสาร ขอล่ะเลิกทำซะทีเถอะ

การขึ้นเครื่องบินไปเที่ยวสำหรับใครหลาย ๆ คนอาจเป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้นและสนุก แต่เชื่อว่ามีคนกลุ่มหนึ่งที่ไม่ได้รู้สึกตื่นเต้นกับการการขึ้นเครื่องบินสักเท่าไหร่นัก
อาจจะรู้สึกตรงกันข้ามด้วยเสียมากกว่า ซึ่งกลุ่มคนเหล่านั้นก็คือ บรรดาพนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน ที่ต้องใช้เวลาส่วนมากอยู่บนเครื่องบินเพื่อปฏิบัติงานตามหน้าที่ และที่สำคัญต้องคอยรองรับพฤติกรรมต่าง ๆ ของผู้โดยสาร ซึ่งเชื่อว่ามีมาให้จัดการได้ทุกเที่ยวบิน ล่าสุด (11 กุมภาพันธ์ 2560) เว็บไซต์มิเรอร์ จึงได้รวบรวม 8 พฤติกรรมที่ทำให้เหล่าพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินพากันส่ายหน้าเอือมระอา ถ้าไม่อยากรบกวนการทำงานของพนักงานและดูแย่ในสายตาคนอื่น ก็ขอให้เลิกทำซะ !

1. เปิดอุปกรณ์สารและเครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์บนเครื่องบิน

เรียกได้ว่าเป็นปัญหายอดนิยมเลยก็ว่าได้ แม้ว่าจะเป็นกฎข้อบังคับที่พนักงานจะต้องบอกกับผู้โดยสารให้ “ปิดอุปกรณ์เครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์ทุกชนิดก่อนเครื่องเคลื่อนออกรัยเวย์” แต่หลาย ๆ ครั้งก็ยังมีผู้โดยสารที่ยังไม่ปฏิบัติตาม โดยเฉพาะโทรศัพท์มือถือ พนักงานต้องคอยบอกให้ปิดอยู่หลายครั้งด้วยกัน มันเป็นเรื่องที่น่าหงุดหงิดมาก ทั้ง ๆ ที่ผู้โดยสารก็ทราบกฎดีอยู่แล้ว…
2. การกีดขวางทางเดิน

เป็นที่ทราบกันดีว่าพื้นที่โดยสารบนเครื่องบนนั้นค่อนข้างมีจำกัด โดยเฉพาะบริเวณทางเดินเป็นพื้นที่ที่พนักงานต้องให้ในการปฏิงานดูแลผู้โดยสารและเลื่อนรถเสิร์ฟน้ำและอาหาร ดังนั้นผู้โดยสารไม่ควรยื่นสิ่งต่าง ๆ ล้ำออกไป ไม่ว่าจะเป็นส่วนของสายกระเป๋า เท้า ขา หรือแม้กระทั่งข้อศอก แม้จะดูเหมือนว่าไม่ใช่ปัญหาใหญ่ แต่มันทำให้บรรดาพนักงานทำงานยากขึ้นมากเลยทีเดียว และบางครั้งอาจจะทำให้เกิดการบาดเจ็บขึ้นได้ด้วย

3. การให้เด็กกินขนมก่อนขึ้นเครื่องบิน

อีกหนึ่งข้อสำคัญที่เหล่าพนักงานมักจะขอควมร่วมมือกับบรรดาผู้ปกครองที่จะพาเด็ก ๆ ขึ้นเครื่องบินด้วย คือ ไม่ควรให้อาหารหรือขนมเด็กรับประทานก่อนขึ้นเครื่อง เนื่องจากกระเพาะของเด็กค่อนข้างบอบบาง เสี่ยงที่จะเกิดการปั่นป่วนและมีแนวโน้มที่จะเกิดการอาเจียนได้ หรือถ้าจะให้ แนะนำให้เป็นเครื่องดื่มที่มีฝาปิดและหลอดดูด หรืออาจจะพวกหมากฝรั่งซึ่งจะช่วยบรรเทาอาการปวดหูได้ด้วย

4. ถามว่ามีเครื่องดื่มอะไรบ้าง

ตัวแทนพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินรายหนึ่งเผยว่า การที่ต้องบอกรายละเอียดให้กับผู้โดยสารทุกคนทุกเที่ยวบิน ว่าเครื่องดื่มมีอะไรบ้าง มันทำให้พวกเขาหมดเสียง คงจะเป็นเรื่องง่ายกว่านี้ หากทางผู้โดยสารเป็นผ่ายบอกเองว่าต้องการที่จะดื่มอะไร บอกมาได้เลยแล้วทางพนักงานต้อนรับจะจัดสรรให้เอง

5. ทิ้งขยะไว้ในถาดอาหาร

ถาดอาหารที่พนักงานต้อนรับบนเครื่องบินนำมาเสิร์ฟให้กับผู้โดยสารนั้น จะต้องถูกนำกลับไปอัดใส่รถเข็นของมัน ซึ่งหากในถาดนั้นมีเศษขยะหรือพลาสติกติดมาด้วยก็จะทำให้การทำงานของพนักงานต้องยุ่งยากลำบากมากขึ้น

6. แบกกระเป๋าสัมภาระไปด้วย ตอนที่ต้องอพยพจากเครื่องบิน

หนึ่งข้อสำคัญ เมื่อต้องอพยพจากเครื่องบิน ผู้โดยสารไม่ควรมาห่วงกระเป๋าสัมภาระ สิ่งที่ต้องทำคือ แค่ทิ้งสัมภาระทั้งหมดไว้ในช่องเก็บของเหนือศีรษะ เพื่อเอาชีวิตรอดก่อนเป็นสำคัญ
7. การทิ้งสิ่งของไว้บนเครื่องบิน

ผู้โดยสารลืมของทิ้งไว้บนเครื่องบินเป็นเหตุการณ์ที่เหล่าพนักงานบนเครื่องบินต้องเจอเป็นประจำ แม้ว่าจะมีการประกาศทุก ๆ ครั้งว่า ให้ผู้โดยสารตรวจสอบสัมภาระให้เรียบร้อยก่อนลงจากเครื่อง ไม่ว่าจะเป็นเสื้อคลุม กระเป๋าเงิน โทรศัพท์ คอมพิวเตอร์พกพา แว่นกันแดด กระเป๋า หรือแม้กระทั่งเด็ก ก็เคยมีลืมมาแล้วด้วยกันหลายต่อหลายครั้ง

8. เมินคำแนะนำเรื่องความปลอดภัยจากพนักงาน

แน่นนอนว่าผู้ที่โดยสารเครื่องบินบ่อย ๆ ย่อมต้องเคยฟังคำแนะนำความปลอดภัยก่อนขึ้นเครื่องมาแล้วหลาย ๆ ครั้ง อาจจะรู้สึกว่ามันน่าเบื่อ และไม่ได้สนใจฟัง แต่บางครั้งมันก็มีเรื่องปรับเปลี่ยนบ้าง ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญที่ผู้โดยสารควรจะสละเวลาสักไม่กี่นาทีมาสนใจฟัง เพื่อชีวิตและความปลอดภัยของตัวผู้โดยสารเอง

หลากเรื่องน่ารู้เกี่ยวกับโปรตีนที่หนุ่มรักสุขภาพไม่ควรพลาด !

รวมเรื่องน่าสนใจที่ผู้ชายอยากสร้างกล้าม ควรทราบเกี่ยวกับการกินโปรตีนให้ได้ประโยชน์มากที่สุด

หนุ่ม ๆ คนไหนที่อยากลองหาอาหารเสริมโปรตีนมากินเพื่อช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงให้กับร่างกายและกล้ามเนื้อ ไม่ว่าจะในรูปแบบของอาหารทั่วไปหรืออาหารเสริมก็ตาม คุณรู้หรือไม่ว่าควรกินอย่างไรเพื่อให้ร่างกายได้ประโยชน์จากโปรตีนมากที่สุด ? ถ้ายังไม่รู้…งั้นลองมาดูสิ่งที่ควรทำและไม่ควรทำเกี่ยวกับการกินโปรตีนที่เรานำมาฝากกันก่อนดีกว่าครับ
รวมเรื่องน่าสนใจที่ผู้ชายอยากสร้างกล้ามควรทราบเกี่ยวกับการกินโปรตีนให้ได้ประโยชน์มากที่สุด

สิ่งที่ควรทำในการกินโปรตีน

– ก่อนออกกำลังแนะนำกินอาหารเสริมโปรตีนประมาณ 10-20 กรัม เพื่อให้ร่างกายได้นำโปรตีนส่วนนี้ไปใช้ในการเสริมสร้างกล้ามเนื้อให้แข็งแรง

– ขณะที่หลังการออกกำลังกายเสร็จ ร่างกายคนเราอาจสูญเสียมวลกล้ามเนื้อไปพอสมควร (ขึ้นอยู่กับวิธีออกกำลังด้วย) ดังนั้นจึงแนะนำให้กินอาหารเสริมโปรตีนสัก 20-40 กรัม ภายใน 30-60 นาทีหลังออกกำลัง เพื่อช่วยฟื้นฟูกล้ามเนื้อให้ดีขึ้น

– ควรกินโปรตีนในปริมาณที่เหมาะสม สำหรับคนที่อยากมีกล้ามเนื้อที่ฟิต แอนด์ เฟิร์ม ให้กินโปรตีน 2-2.5 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม เท่ากับว่าคนที่หนัก 80 กิโลกรัม ควรกินโปรตีนประมาณ 176 กรัม ส่วนใครที่อยากมีกล้ามเนื้อแข็งแรงแต่ไม่เน้นความล่ำ ให้กินโปรตีนราว ๆ 0.8 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม ก็เพียงพอแล้ว

– นอกจากโปรตีนในรูปแบบของอาหารเสริมอย่าง เวย์โปรตีนหรือโปรตีนแท่งแล้ว เรายังอยากให้กินโปรตีนจากอาหารทั่วไปด้วย เช่น อกไก่ เนื้อวัว ปลาทูน่า ถั่ว หรือคอตเทจชีส ซึ่งล้วนแล้วเป็นอาหารที่ให้โปรตีนสูงทั้งนั้น

– ควรแบ่งสัดส่วนของโปรตีนออกเป็น 5-6 มื้อย่อย ๆ เพื่อให้ร่างกายสามารถนำโปรตีนไปใช้ประโยชน์ได้อย่างเต็มที่

– หากอยากกินเวย์โปรตีน อย่าลืมนึกถึงรสชาติด้วย เพราะเวย์โปรตีนแบบไร้รสอาจไม่ถูกปาก จนทำให้ไม่อยากกินอาหารเสริมดังกล่าวอีก แถมในปัจจุบันยังมีเวย์โปรตีนให้เลือกหลายรส ทั้ง ช็อกโกแลต วานิลลา และสตรอว์เบอร์รี เป็นต้น
สิ่งที่ไม่ควรทำสำหรับการกินโปรตีน

– ไม่ควรกินโปรตีนมากเกินความต้องการของร่างกายในแต่ละวัน เพราะจะทำให้โปรตีนส่วนเกินเปลี่ยนเป็นไขมันแทน แถมยังเป็นอันตรายต่อตับและไตด้วย

– ใครที่ต้องการลดน้ำหนักละก็ บอกเลยว่าไม่ควรกินอาหารเสริมโปรตีนก่อนกินอาหารมื้อปกติ เพราะไม่เพียงแค่ทำให้อาหารเสียรสชาติแล้ว ยังมีปริมาณแคลอรีสูง ส่งผลให้น้ำหนักตัวขึ้นได้นั่นเอง

– แต่หากมื้อไหนที่กินโปรตีนแท่งไปแล้ว ก็ไม่ควรกินอาหารมื้อปกติ เพราะโปรตีนแท่งส่วนใหญ่ให้โปรตีนราว ๆ 20 กรัมแล้ว แนะนำให้ดื่มนมเพิ่มสักแก้วก็พอ แถมบางยี่ห้อยังให้โปรตีนสูงถึง 30 กรัมเลยทีเดียว

– ไม่ควรกินโปรตีนต่อมื้ออาหารมากเกินไป เพราะปกติแล้วร่างกายสามารถดึงโปรตีนไปใช้ได้ไม่เกิน 30 กรัมต่อมื้ออาหาร หากกินเกินกว่านี้ ก็ไม่เกิดประโยชน์เท่าไร

– ไม่ควรเลือกซื้อเวย์โปรตีนที่ไม่ได้รับการรับรองโดย อย. (สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา) เพราะอาจมีส่วนผสมที่ไม่ส่งผลดีต่อร่างกายอย่างสารกันบูดและสารให้ความหวานเทียม

หวังว่าสิ่งที่เราหยิบมาแนะนำในครั้งนี้ จะช่วยให้หนุ่ม ๆ เข้าใจการกินโปรตีนให้ถูกวิธีได้บ้างไม่มากก็น้อย เพราะถึงแม้ว่าโปรตีนเป็นสิ่งที่ดี แต่ก็ควรกินอย่างพอเหมาะ ทั้งนี้ก็เพื่อสุขภาพที่ดีของตัวคุณเองครับ

ชีวิตดีกับ 6 วิธีเลือกช่องคิวจ่ายเงินที่ซูเปอร์มาร์เกตอย่างไรให้ไวที่สุด

ผลวิจัยเผย สุดยอดวิธีการเลือกแถวจ่ายเงินอย่างไรให้เร็วที่สุด ที่จะช่วยให้คุณประหยัดเวลาและลดปัญหาการต่อคิวอันแสนน่าเบื่อได้อย่างไม่น่าเชื่อ

ปัญหาที่ใครหลาย ๆ คนมักเจอและรู้สึกเบื่อหน่ายอย่างมากเวลาไปช้อปปิ้งในซูเปอร์มาร์เกตก็คือ การรอคิวจ่ายเงินนั่นเอง ซึ่งช่วงเวลาที่สินค้าลดราคาหรือวันหยุดสุดสัปดาห์ ไม่ว่าเคาน์เตอร์คิดเงินช่องไหน ๆ ก็เต็ม ยิ่งชั่วโมงที่เราเร่งรีบมาก ๆ ด้วยนั้นพูดได้คำเดียวเลยว่า “เซ็งไปอีก”

แต่ปัญหากวนใจเหล่านี้กำลังจะหมดไป เพราะว่าวันนี้เราจะมานำเสนอสุดยอดวิธีการเลือกช่องคิวที่จะช่วยให้การเข้าแถวจ่ายเงินของคุณนั้นรวดเร็วขึ้นกว่าเดิม ซึ่งแต่ละข้อนั้นเป็นผลงานการวิจัยโดยผู้เชี่ยวชาญมากมายจากประเทศสหรัฐอเมริกา เราไปดูกันเลยดีกว่าว่าจะมีวิธีอะไรให้ทำตามกันบ้าง
1. เลือกแถวสั้นที่มีของเยอะดีกว่าแถวยาวแต่ของน้อย

อาจฟังดูขัด ๆ เพราะคนส่วนใหญ่มักจะเลือกต่อแถวที่คนเยอะของน้อย มากกว่าแถวที่คนน้อยแต่ของเต็มรถเข็น ซึ่งนั่นเป็นการเลือกที่ผิด เพราะอ้างอิงจากอาจารย์คณิตศาสตร์พบว่า แถวที่ซื้อของน้อยเหมือนจะดูเร็วกว่าก็จริง แต่ว่าแคชเชียร์นั้นต้องเสียเวลากับการทักทาย คิดเงิน เอาของใส่ถุง และขอบคุณ โดยเฉลี่ยแล้วใช้เวลา 41 วินาทีต่อลูกค้าหนึ่งคน แต่การสแกนบาร์โค้ดสินค้าแต่ละชิ้นใช้เวลาเพียง 3 วินาทีเท่านั้น

นั่นหมายความว่า ถ้าลูกค้าก่อนหน้าเรามีของ 100 ชิ้น เราจะใช้เวลา 6 นาทีในการรอ กลับกันหากเราไปต่อแถวคน 4 คน ซึ่งมีของอยู่คนละ 20 ชิ้น เราจะต้องเสียเวลาในการรอเกือบ ๆ 7 นาทีเลยทีเดียว

2. เลือกเข้าคิวทางฝั่งซ้ายเข้าไว้

คนส่วนมากนั้นถนัดมือขวา ส่งผลให้เวลาเลือกต่อแถวจึงมีแนวโน้มที่จะเอนไปทางช่องคิวด้านขวาก่อนเสมอ ฉะนั้นเวลาเลือกต่อแถวครั้งหน้าควรมุ่งไปทางฝั่งซ้ายก่อนเลยรับรองคนน้อยกว่าแน่นอน
3. เลือกแคชเชียร์ที่เป็นผู้หญิง

จากการสังเกตการณ์พบว่า แคชเชียร์ที่เป็นผู้หญิงนั้นจะคิดเงินคล่องแคล่วและมีประสิทธิภาพมากกว่าผู้ชาย แต่ก็ควรหลีกเลี่ยงแคชเชียร์ที่ดูอัธยาศัยดีเพราะหล่อนจะชวนเราคุยเยอะจนเสียเวลามากเกินไปนั่นเอง

4. เลือกต่อคิวหลังคนที่ซื้อของชนิดเดียวกันหลาย ๆ ชิ้น

สินค้าหลายชิ้นต่างชนิดกัน ย่อมเร็วกว่าสินค้าต่างชนิดกันในจำนวนหรือปริมาณที่เท่ากัน ฉะนั้นลองแอบสังเกตคนก่อนหน้าเราดูสักนิดนึงว่า ของที่เขาซื้อส่วนมากเป็นแบบไหน เพราะของบางชนิดจะคิดเงินได้ช้ากว่า เช่น พวกที่ไม่สามารถสแกนบาร์โค้ดได้ แต่ต้องคีย์ข้อมูลตัวเลขแทน เป็นต้น
5. เลือกโฟกัสที่ความเร็วในการเคลื่อนตัวของแถว ไม่ใช่ความยาว

ก่อนจะเลือกช่องคิวต่อแถวนั้น เราควรหยุดแล้วมองดูภาพรวมว่าแถวแต่ละช่องนั้นเป็นอย่างไร เพราะผลการวิจัยพบว่าคนเรามักจะเลือกแถวที่สั้นจนลืมคำนึงถึงความเร็วในการเคลื่อนตัวของแถวนั่นเอง

6. เลือกต่อคิวผู้ชาย และระวังคิวที่มีผู้สูงอายุ

ไม่ใช่เพียงจำนวนของคนในแถวหรือปริมาณสินค้าเพียงเท่านั้นที่เราต้องพิจารณา อีกสิ่งหนึ่งที่จะช่วยประหยัดเวลาได้ก็คือการเลือกคนที่เราจะไปต่อคิวนั่นเอง เช่น หากเราต่อหลังผู้ชายอาจจะเร็วกว่า เพราะพวกเขาไม่ชอบการรอจึงมักทำอะไรเร็ว หรือพยายามเลี่ยงต่อคิวผู้สูงอายุเพราะมีโอกาสช้ากว่าในการเคลื่อนไหวอย่างการยกของและหยิบเงินในกระเป๋า
และอีกหลายวิธีที่เราสามารถประหยัดเวลาได้ด้วยตัวเอง นอกจากที่ได้กล่าวไปข้างต้น เช่น เลือกจ่ายเงินช่องที่รับเฉพาะเงินสดเท่านั้นเพราะเร็วกว่าการรูดบัตร หรือถอดไม้แขวนและหยิบป้ายราคาออกมาให้เห็นชัดเจนหากเป็นพวกเสื้อผ้า รวมถึงแบ่งของกันเพื่อแยกจ่ายในช่องทางด่วนถ้าไปกันสองคน เป็นต้น

สุดท้ายนี้หากวิธีที่เราได้นำเสนอไปนั้นคุณเคยลองมาหมดแล้วแต่ยังไม่มีข้อไหนเวิร์กเลย เราขอแนะนำให้คุณหาอะไรทำระหว่างต่อแถวเข้าคิว เนื่องจากนักจิตวิทยาเขาได้ทำการวิจัยออกมาแล้วว่า “สาเหตุที่เราคิดว่ามันนาน เป็นเพราะเรารู้สึกกำลังรอ ดังนั้นควรหากิจกรรมทำเพื่อฆ่าเวลาระหว่างนั้นอย่างคุยกับคนข้าง ๆ หรือหาอ่านข่าวบนมือถือ แล้วจะพบว่าเวลานั้นผ่านไปไวแบบไม่ทันได้คิดเลย”

เปิดฤดูกาลล่าทางช้างเผือก ชวนชมปรากฏการณ์ทางช้างเผือก ก.พ.-เม.ย. นี้

สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ ชวนชมปรากฏการณ์ทางช้างเผือก สามารถเห็นได้ชัดเจนทั่วประเทศ ในช่วงเช้ามืดตั้งแต่เดือนต้นเดือนกุมภาพันธ์จนถึงเดือนเมษายนนี้

วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2560 สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) (สดร.) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เผยว่า ช่วงเช้าตั้งแต่เวลาประมาณ 05.00 น. ก่อนดวงอาทิตย์ขึ้นตลอดทั้งเดือนกุมภาพันธ์ถึงเมษายน จะเห็นแนวใจกลางทางช้างเผือกเด่นชัดบริเวณขอบฟ้าทางทิศตะวันออก ระหว่างกลุ่มดาวแมงป่องกับกลุ่มดาวคนยิงธนู อีกทั้งยังสามารถสังเกตเห็นดาวเสาร์สว่างบริเวณด้านซ้ายของใจกลางทางช้างเผือกอีกด้วยทั้งนี้หลังจากวันที่ 1 กุมภาพันธ์ ประชาชนจะสังเกตเห็นทางช้างเผือกได้เร็วขึ้นเรื่อย ๆ โดยแนวใจกลางทางช้างเผือกจะปรากฏอยู่สูงจากขอบฟ้ามากขึ้น และจะค่อย ๆ เปลี่ยนทิศทางเป็นแนวพาดบริเวณกลางฟ้าเมื่อเข้าสู่ช่วงปลายเมษายน ซึ่งสามารถสังเกตเห็นได้ตั้งแต่หลังเที่ยงคืนเป็นต้นไป เรียกว่าเป็นช่วงเวลาที่สามารถชื่นชมความสวยงามทางช้างเผือกได้ยาวนานขึ้น
ด้าน นายศุภฤกษ์ คฤหานนท์ หัวหน้างานบริการวิชาการทางดาราศาสตร์ กล่าวว่า ใจกลางทางช้างเผือกคือส่วนที่สว่างที่สุดของทางช้างเผือก ประกอบด้วยวัตถุท้องฟ้ามากมาย เช่น ดาวฤกษ์ กระจุกดาว รวมทั้งเนบิวลา ทางช้างเผือกเป็นวัตถุท้องฟ้าขนาดใหญ่ที่สุดเมื่อมองจากโลก สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า เป็นแถบสว่างพาดเป็นแนวยาวกลางฟ้า ตั้งแต่ทิศเหนือจรดทิศใต้

อย่างไรก็ตามทางช้างเผือกสามารถสังเกตเห็นได้เกือบตลอดทั้งปี หากท้องฟ้าปลอดโปร่ง มีทัศนวิสัยของท้องฟ้าดี ก็จะสามารถสังเกตเห็นทางช้างเผือกได้อย่างชัดเจน

โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ โรคอะไรบ้างที่คู่รักต้องระวัง

 

โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ หรือโรคส่งผ่านทางเพศสัมพันธ์

(ตามที่บัญญัติในราชบัณฑิตยสถาน) (Sexually transmitted disease; STD) อาจเรียกว่า “กามโรค” (Venereal disease) หรือ “วีดี” เกิดขึ้นจากการติดต่อกันผ่านทางเพศสัมพันธ์ ไม่ว่าจะเป็นการร่วมเพศทางช่องคลอด ทางปาก หรือทวารหนัก กับผู้ที่กำลังมีเชื้อ ปัจจุบันใช้คำว่า “การติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์” เพื่อให้มีความหมายกว้างขึ้น โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เป็นโรคที่สามารถเป็นได้ทุกเพศ ทุกวัย แต่พบมากในหมู่วัยรุ่น เนื่องจากวัยรุ่นในปัจจุบัน นิยมมีเพศสัมพันธ์ก่อนการแต่งงาน โดยที่ขาดความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการป้องกันตัวเอง รวมทั้ง โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ต่าง ๆ นอกจากนี้ในปัจจุบัน คู่แต่งงานมีอัตราการหย่าร้างสูงขึ้น ทำให้คนมีสามี หรือภรรยาหลายคน จึงเกิด โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ มากขึ้น

สิ่งที่อันตรายของโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ คือ เมื่อเป็นแล้วมักจะไม่เกิดอาการ บางคนจึงติดโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์แล้วโดยไม่รู้ตัว และเป็นปัญหาในการจัดการทางระบบสาธารณสุข และที่สำคัญโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ สามารถติดต่อไปยังทารกในครรภ์ได้สาเหตุของการเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์

สาเหตุของการติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์แบ่งออกเป็น 3 กลุ่มคือ

1. เกิดจากเชื้อไวรัส ซึ่งบางชนิดสามารถรักษาให้หายขาดได้ บางชนิดไม่มียารักษา และบางชนิดยังสามารถฝังตัวอยู่ และกลับมาเป็นซ้ำได้อีก โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ที่เกิดจากเชื้อไวรัส ได้แก่ เริมที่อวัยวะเพศ หูดหงอนไก่ ไวรัสตับอักเสบบี ฯลฯ

2. เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย สามารถรักษาให้หายขาดได้ด้วยการใช้ยาปฏิชีวนะ ได้แก่ ซิฟิลิส หนองใน หนองในเทียม ท่อปัสสาวะอักเสบ ช่องคลอดอักเสบ ฯลฯ

3. เกิดจากเชื้ออื่น ๆ เช่น พยาธิ สามารถรักษาให้หายขาดได้ด้วยการใช้ยาปฏิชีวนะ

กลุ่มเสี่ยงต่อการเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์

– คนที่มีเพศสัมพันธ์กับชาย หรือหญิงบริการ ใน 3 เดือนก่อนหน้า
– คนที่มีคู่นอนมากกว่า 1 คน ในช่วง 3 เดือนก่อนหน้า
– คนที่มีเพศสัมพันธ์กับคู่คนใหม่ ในช่วง 3 เดือนก่อนหน้า
– ผู้ที่มีประวัติป่วยเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ใน 1 ปีที่ผ่านมา
– ผู้ที่มีคู่ครองอยู่คนละที่

อาการแบบใด สงสัยเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์

หากมีอาการเหล่านี้ สามารถสงสัยได้ว่าเป็น โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์

– ในผู้ชาย จะมีอาการปัสสาวะแสบขัด ขาหนีบบวม หรือเป็นฝี เจ็บปวดอวัยวะเพศ มีผื่น ตุ่ม แผล บริเวณอวัยวะเพศ มีเมือกใส หรือหนองไหลออกมา

– ในผู้หญิง จะรู้สึกเจ็บ เสียวท้องน้อย ขาหนีบบวม หรือเป็นฝี เจ็บปวด คันอวัยวะเพศ มีผื่น ตุ่ม แผลบริเวณอวัยวะเพศ มีตกขาวสีเหลือง มีกลิ่นเหม็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ที่สำคัญ ได้แก่

1. โรคเอดส์ (AIDS)

หรือกลุ่มอาการภูมิคุ้มกันเสื่อม เกิดจากการรับเชื้อ Human immunodeficiency virus หรือ HIV เข้าไปทำลายเม็ดเลือดขาวที่เป็นแหล่งสร้างภูมิคุ้มกันโรค ทำให้ภูมิคุ้มกันโรคลดน้อยลง จึงทำให้เชื้อโรคฉวยโอกาสแทรกซ้อนเข้าสู่ร่างกายได้ง่ายขึ้น เช่น มะเร็ง วัณโรค และสาเหตุการเสียชีวิตก็มักเกิดขึ้นจากโรคติดเชื้อฉวยโอกาสต่าง ๆ เหล่านี้ ที่จะทำให้อาการรุนแรง และเสียชีวิตอย่างรวดเร็ว

อ่านข้อมูล โรคเอดส์ โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่อันตราย

2. หนองใน (Gonorrhoea)

เป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เกิดจากเชื้อแบคทีเรียชื่อ Neisseria gonorrhoeae ทำให้เกิดอาการระคายเคืองในท่อปัสสาวะ แสบขัดเวลาปัสสาวะ และมีหนองไหลออกจากท่อปัสสาวะ อาจจะทำให้เกิดการอักเสบในช่องท้อง หรือเป็นหมันหากไม่ได้รับการรักษา

อ่านข้อมูล โรคหนองในแท้ หนองในเทียม โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ยอดฮิต
3. หนองในเทียม (Non-gonococcal Urethritis/Non gonococcal Cervicitis)

เป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ที่ทำให้มีอาการแสบปลายท่อปัสสาวะ ปัสสาวะขัดและมีหนองไหล และมีมูกออกเล็กน้อยโดยเฉพาะในช่วงเช้า ส่วนผู้หญิงอาจมีอาการตกขาวผิดปกติ

อ่านข้อมูล โรคหนองในแท้ หนองในเทียม โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ยอดฮิต

4. แผลริมอ่อน (Chancroid)

เป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เกิดจากเชื้อ Haemophilus Ducreyi ทำให้เกิดแผลที่อวัยวะเพศ บวมและเจ็บ บางคนมีต่อมน้ำเหลืองที่ขาหนีบหรือที่ชาวบ้านเรียกไข่ดันบวม หากไม่รักษาหนองจะแตกออกจากต่อมน้ำเหลือง มักมีหลายแผล ขอบแผลนุ่มและไม่เรียบ ก้นแผลสกปรกมีหนอง มีเลือดออกง่าย เวลาสัมผัสเจ็บปวดมาก บางรายต่อมน้ำเหลืองที่ขาหนีบจะบวม และเป็นฝี เมื่อฝีแตกจะเป็นแผล

5. เริมที่อวัยวะเพศ (Genita Herpes Simplex Virus Infection)

เป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ที่เกิดเชื้อไวรัส herpes simplex virus ทำให้เกิดอาการปวดแสบบริเวณขา ก้นหรืออวัยวะเพศ และตามด้วยผื่นเป็นตุ่มน้ำใส แผลหายได้เองใน 2-3 สัปดาห์ แต่เชื้อยังอยู่ในร่างกาย เมื่อร่างกายอ่อนแอ เชื้อก็จะกลับเป็นใหม่

อ่านข้อมูล 10 คำถามน่ารู้…เริมที่อวัยวะเพศ

6. หูดข้าวสุก (Molluscum contagiosum)

เป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เกิดจากเชื้อไวรัส Molluscum contagiosum virus (MCV) ทำให้เกิดเป็นตุ่มนูนบนผิวหนัง ผิวเรียบขนาดเล็ก ขนาดประมาณ 2-5 มิลลิเมตร จะพบมากขึ้นในรายที่มีการติดเชื้อ HIV จำนวนตุ่มที่เกิดขึ้นอาจมีมากหรือน้อยขึ้นกับสภาพร่างกายของผู้ป่วยขณะนั้น ว่าร่างกายมีความแข็งแรงเพียงใด ถ้าใช้เข็มสะกิดตรงกลางแล้วบีบดูจะได้เนื้อหูดสีขาว ๆ คล้ายข้าวสุก มักเป็นที่บริเวณหัวหน่าว อวัยวะเพศภายนอกและโคนขาด้านใน
7. หูดหงอนไก่ (Condyloma Acuminata)

เป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เกิดจากไวรัส Human papilloma virus ลักษณะเป็นติ่งเนื้ออ่อน ๆ สีชมพูคล้ายหงอนไก่ ชอบขึ้นที่อุ่นและอับชื้น ในผู้ชายมักพบที่อวัยวะเพศบริเวณใต้หนังหุ้มปลายอวัยวะเพศชาย ตลอดทั้งบริเวณรอบรอยเปิดขอบ, ท่อปัสสาวะ และอัณฑะ ส่วนผู้หญิงจะพบที่ปากช่องคลอด ผนังช่องคลอด ปากมดลูก ปากทวารหนักและฝีเย็บ หูดมีขนาดโตขึ้นเรื่อย ๆ การตั้งครรภ์จะทำให้หูดโตเร็วกว่าปกติ ถ้าไม่รีบรักษาจะเป็นมากขึ้นและยากต่อการรักษา และทารกอาจติดเชื้อได้ขณะคลอด

อ่านข้อมูล หูดหงอนไก่…ของฝากตัวร้ายที่ติดต่อได้จากเพศสัมพันธ์

8. หิด (Scabies)

เป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เกิดจากตัวไร Sarcoptes scabei ลักษณะจะมีตุ่มน้ำใสและตุ่มหนองคันขึ้นกระจายทั้ง 2 ข้างของร่างกาย มักพบตามง่ามนิ้วมือ ข้อศอก รักแร้ รอบหัวนม รอบสะดือ อวัยวะสืบพันธุ์ ข้อเท้า หลังเท้า ก้น ผู้ป่วยมักมีอาการคันมาก โดยเฉพาะเวลากลางคืน สามารถติดต่อได้จากการสัมผัสใกล้ชิด สัมผัสทางเพศหรืออยู่ใกล้ชิดกับผู้ป่วย

อ่านข้อมูล เรื่องของ โรคหิด

9. ซิฟิลิส (Syphilis)

เป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เกิดจากการติดเชื้อ Treponema pallidum เป็นโรคที่มีอันตราย และมีอาการเรื้อรัง สามารถติดต่อยาวนานกว่า 2 ปี ลักษณะการติดเชื้อเริ่มแรกจะเป็นก้อนแข็ง แต่ไม่เจ็บที่บริเวณอวัยวะเพศ หากไม่รักษาจะกลายเป็นระยะที่สองที่เรียกว่า เข้าข้อหรือออกดอก ถ้าทิ้งไว้นานจะทำให้เกิดโรคแก่ระบบต่างๆ ของร่างกายหลายระบบ ทั้งซิฟิลิสระบบหัวใจและหลอดเลือด ซิฟิลิสระบบประสาท เป็นต้น นอกจากนี้ มารดาที่เป็นโรคซิฟิลิสจะถ่ายทอดโรคสู่ทารกในครรภ์ได้เรียกว่า ซิฟิลิสแต่กำเนิด (congenital syphilis) จึงถือว่าซิฟิลิสเป็นโรคที่มีอันตราย และมีอาการเรื้อรัง สามารถติดต่อยาวนานกว่า 2 ปี

อ่านข้อมูล ซิฟิลิส โรคร้าย ป้องกันง่ายแค่สวมถุงยาง

10. โลน (Pediculosis Pubis)

เป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เกิดจากแมลงตัวเล็กที่เรียกว่า pediculosis pubis อาศัยอยู่ที่ขนหัวเหน่า ชอบไชตามรากขนอ่อน และดูดเลือดคนเป็นอาหาร ผู้ที่เป็นโรคนี้ จะมีอาการคัน เมื่อเกาจะทำให้เจ้าตัวเชื้อแพร่ไปยังบริเวณอื่นได้ การวินิจฉัยสามารถทำได้ด้วยตาเปล่า จะพบไข่สีขาวเกาะตรงโคนขน ไข่จะมีลักษณะวงรี ส่วนตัวแมลงเมื่อกินเลือดเต็มที่จะออกสีน้ำตาล ติดต่อได้จากการสัมผัสทางเพศกับผู้ป่วย หรือใช้กางเกงในร่วมกัน การรักษาสามารถซื้อยาทาได้ตามร้านขายยา แต่คนท้องหรือเด็กควรจะปรึกษาแพทย์

ไทยแลนด์โอนลี่ ! ท่องเที่ยวฯ หัวใส ผุดไอเดียคิทแคทรสทุเรียน-มังคุด-มะขาม

วันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2560 นางกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา
เปิดเผยหลังการประชุมหารือกับฝ่ายการตลาด บริษัทเนสท์เล่ ประเทศไทย ว่า ทางกระทรวงมีแนวคิดนำวัตถุดิบอาหารของไทยที่ขึ้นชื่อและเป็นที่รู้จักของชาวต่างชาติ มาพัฒนาต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าเพิ่ม เพื่อขายให้นักท่องเที่ยว โดยอยากนำร่องด้วยการนำผลไม้ขึ้นชื่อที่มีสัญลักษณ์ความเป็นไทยชัดเจน และเป็นที่รู้จักของนักท่องเที่ยว อาทิ ทุเรียน มังคุด มะขาม มาเป็นวัตถุดิบทำขนมคิทแคท แบบเดียวกับคิทแคทชาเขียวของญี่ปุ่น

ทั้งนี้ทางกระทรวงมองว่า หากมีสินค้ามาดึงดูดนักท่องเที่ยว ก็จะทำให้ค่าใช้จ่ายต่อหัวเพิ่มขึ้น ซึ่งตั้งเป้าไว้ว่าควรเพิ่ม 10% ต่อคนต่อทริป โดยการหารือในครั้งนี้ ได้เชิญทางเนสท์เล่มาเพื่อขอคำแนะนำเรื่องแนวทางการตลาดต่าง ๆ ว่าจะสามารถพัฒนาสินค้าด้านการท่องเที่ยว โดยเฉพาะด้านอาหาร เพื่อให้นักท่องเที่ยวใช้จ่ายเพิ่มขึ้นได้อย่างไรบ้าง และหากนำขนมคิทแคทมาทำให้มีรสชาติเป็นเอกลักษณ์ของไทย นักท่องเที่ยวมาเห็นก็จะรู้ว่าขนมนี้ต้องมาซื้อที่เมืองไทยที่เดียว ซึ่งทางฝ่ายการตลาดของเนสท์เล่ก็จะไปหารือกับฝ่ายต่าง ๆ อีกครั้งว่าจะเป็นไปได้หรือไม่ เพราะต้องมีการประเมินปัจจัยอื่น ๆ ด้วย

อนึ่ง การที่กระทรวงสนใจพัฒนาสินค้าตัวนี้ ไม่ได้หมายความว่าจะไม่โปรโมทอาหารท้องถิ่นของไทย คือยังโปรโมทเหมือนเดิม โดยมองว่าในปีนี้เรื่องอาหารจะต้องทำการตลาดกันอย่างจริงจัง โปรโมทอาหารทุกระดับ ตั้งแต่อาหารข้างทางจนถึงอาหารแบบหรูหรา เพราะต้องยอมรับว่านักท่องเที่ยวที่มาไทย จะใช้จ่ายเกี่ยวกับอาหารกันเยอะมาก