กระชับความสัมพันธ์! “ไทย-ญี่ปุ่น” ลงนามความร่วมมือระหว่างประเทศ

วันที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2560 เวลา 13.00 น. ณ JFA House จังหวัดโตเกียว สมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมกับ สมาคมฟุตบอลประเทศญี่ปุ่น เพื่อพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ รวมถึงร่วมกันสนับสนุนและผลักดันความสำเร็จในกีฬาฟุตบอลของทั้งสองประเทศ

การลงนามครั้งนี้ได้ประกอบไปด้วย พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง นายกสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทย, คุณ วิทยา เลาหกุล อุปนายกฯฝ่ายพัฒนาเทคนิค, คุณ พาทิศ ศุภะพงษ์ รองเลขาธิการฝ่ายต่างประเทศและโฆษกสมาคมฯ และ ทาชิมะ โคโซ นายกสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศญี่ปุ่น

ทาชิมะ โคโซ นายกสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศญี่ปุ่น กล่าวว่า “ณ ตอนนี้มีนักเตะญี่ปุ่นกว่า 70 คน ที่ไปค้าแข้งในประเทศไทย ขอขอบคุณทั้งสโมสรและแฟนบอลไทย ที่ต้อนรับและดูแลนักฟุตบอลญี่ปุ่นอย่างดีและอบอุ่น สำหรับปีนี้ มีนักไทยเข้ามาเล่นที่ คาโงชิม่า และ ชนาธิป สรงกระสินธ์ ที่จะไปเล่นกับ คอนซาโดเล ซัปโปโร เราก็หวังอย่างยิ่งว่าจะมีนักฟุตบอลไทยเข้ามาเล่นในญี่ปุ่นอีก สำหรับวันนี้ผมยินดีอย่างยิ่งที่จะได้ลงนาม MOU ระหว่างไทยกับญี่ปุ่น”
“เราพยายามสร้างความสัมพันธ์ที่ดีหลายๆด้าน เพื่อพัฒนาวงการฟุตบอลระหว่างประเทศในทุกๆด้าน สาเหตุที่เราตัดสินใจสร้างความสัมพันธ์กันครั้งนี้ เพราะท่าน สมยศ คนนี้ ซึ่งมีมนุษย์สัมพันธ์ที่ดีและอบอุ่น รวมถึงมีทัศนคติที่ดีในการพัฒนาประเทศ และเป็นคนที่ผมนับถือมาก สุดท้ายคืนนี้มีการแข่งขันที่สำคัญมาก ไทยเป็นทีมเดียวจากอาเซียนที่เข้ามาถึงรอบนี้ หวังว่าการแข่งขันวันนี้จะสนุกและยุติธรรม ขอบคุณมากครับ”

พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง นายกสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทย กล่าวว่า “ผมต้องขอขอบคุณสมาคมฟุตบอลญี่ปุ่น สำหรับการต้อนรับที่แสนจะอบอุ่น และเต็มไปด้วยมิตรภาพที่ดีต่อพวกเรา เป็นที่ทราบกันดีสำหรับประชาชนชาวญี่ปุ่น และประชาชนชาวไทย ว่าทั้งสองประเทศที่ความสัมพันธ์ทางการทูตที่ดีต่อกันกว่า 130 ปี โดยเฉพาะอย่างยิ่งราชวงศ์ของไทยและญี่ปุ่น มีความสัมพันธ์ที่ดีและลึกซึ้งต่อกันมาอย่างยาวนาน ทั้งสองประเทศช่วยเหลือเกื้อกูลกันมาโดยตลอด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ชาวไทยต่างซาบซึ้งกับจักพรรดิ์ของประเทศญี่ปุ่น ที่เดินทางไปเคารพพระบรมศพของในหลวง รัชกาลที่ 9 เมื่อเร็วๆนี้”

“สิ่งที่ผมได้กล่าวมนี้ ทำให้ไม่ต้องสงสัยเลยว่า พี่น้องชาวไทยมีความรู้สึกอย่างไรต่อประเทศญี่ปุ่น นับตั้งแต่ผมได้รับเลือกตั้งเป็นนายกสมาคมฟุตบอล ผมได้พยายามเรียนรู้และมองประเทศญี่ปุ่นเป็นแบบอย่างในการพัฒนากีฬาฟุตบอล เพราะทราบดีว่ากีฬาฟุตบอลที่ทางสมาคมฟุตบอลประเทศญี่ปุ่นได้พัฒนามาอย่างยาวนาน 20 ปี และวันนี้ สิ่งที่คนญี่ปุ่นอดทนรอคอยมาอย่างยาวนานนาน แสดงให้เห็นแล้วว่าพวกเขาเป็นทีมอันดับ 1 ของเอเชีย สามารถผลิตนักกีฬาไปเล่นในยุโรปและอเมริกาได้เป็นจำนวนมาก ผมจึงยึดญี่ปุ่นเป็นแบบอย่าง และหวังเป็นอย่างยิ่งว่า วันหนึ่งทีมชาติไทยจะมายืนอยู่แถวหน้าแบบทีมชาติญี่ปุ่นได้”
“เมื่อเราอยากประสบความสำเร็จเหมือนทีมชาติญี่ปุ่น และใช้พวกเขาเป็นแบบอย่าง มันจึงขาดการได้รับการสนับสนุนจากสมาคมญี่ปุ่นได้ หลังจากหนึ่งปีผ่านไป ภายใต้ความสัมพันธ์ที่ดี และเป็นชาวเอเชียด้วยกัน ทำให้เราเรียนรู้กัน และผูกไมตรีต่อกันได้อย่างรวดเร็ว และผมก็ได้รู้มาว่าทั้งต่อหน้าและลับหลัง ทางนายกสมาคมของญี่ปุ่น ก็ให้การสนับสนุนประเทศไทยมาโดยตลอด ต้องขอขอบคุณท่านไว้ในโอกาสนี้ด้วยครับ”

“ในอดีตที่ผ่านมา มีความช่วยเหลือและแลกเปลี่ยนระหว่างสโมสร ทั้งสุพรรณบุรี, ชลบุรี และบางกอกกล๊าส รวมถึงล่าสุดคือ เอฟซี โตเกียว ที่ลงนามความร่วมมือกับ แบงค็อก ยูไนเต็ด เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ที่ผมได้ไปร่วมงานด้วย สำหรับวันนี้นับว่าเป็นประวัติศาสตร์ของวงการกีฬาฟุตบอลระหว่างประเทศ ซึ่งถือเป็นครั้งแรกที่ทั้งสองประเทศได้ลงนามร่วมกัน ผมเชื่อว่าภายใต้ข้อตกลงในวันนี้ จะนำไปสู่การพัฒนากีฬาฟุตบอลของประเทศไทยและญี่ปุ่นได้อย่างยั่งยืนในอนาคตต่อไป และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าทางสมาคมฟุตบอลญีปุ่นจะให้ความสนับสนุนในทุกๆด้านอย่างดี”

รายละเอียดและข้อตกลงใน MoU ระหว่างสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทยและญี่ปุ่นนั้น ประกอบไปด้วย

1. การดำเนินงานของลีก
– ดำเนินการตาม MOU ระหว่าง ไทยลีก และ เจลีก ซึ่งจะถูกเซ็นบันทึกข้อตกลงไว้อีกหนึ่งฉบับ

2. พัฒนาทีมชาติ
– สนับสนุนและแลกเปลี่ยนความรู้ในการบริหารจัดการของทีมชาติ
– ให้ความช่วยเหลือในด้านเทคนิค, โลจิสติกส์, สถานที่และสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ เวลาที่ทีมชาติของทั้งสองประเทศ (ฟุตบอลชาย, ฟุตบอลหญิง, ฟุตซอล และฟุตบอลชายหาด) เดินทางมาซ้อมหรือเก็บตัวในประเทศนั้นๆ

3. แลกเปลี่ยนความรู้และความเชี่ยวชาญดังต่อไปนี้
– การอบรมโค้ช/ผู้ฝึกสอน
– การพัฒนาระบบเยาวชน
– โปรเจ็คสำหรับระดับรากหญ้า
– การจัดการการแข่งขัน
– การตลาด
– การพัฒนาบุคลากรและโครงสร้างขององกรณ์
– การจัดการและการดำเนินการของสถานที่และสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ สำหรับเกมฟุตบอล

4. การพัฒนาและการแลกเปลี่ยนในส่วนของผู้ตัดสิน

5. ศึกษาโปรเจ็คแลกเปลี่ยนในด้านเทคนิคต่างๆ, บุคลากรและการจัดการเจ้าหน้าที่ รวมถึงสโมสรพาร์ทเนอร์จากทั้งสองประเทศ

สยบดราม่า! “ปธ.โคราช” ออกโรงแจงกรณีนักกีฬาต้องกลับเอง

“เสี่ยโต” วัชรพล โตมรศักดิ์ ประธานสโมสรวอลเลย์บอล นครราชสีมา เดอะ มอลล์ วีซี ออกมาสยบกระแสในโลกโซเชียล ถึงการที่สโมสรปล่อยให้นักกีฬาของทีมต้องนั่งรถทัวร์ หรืออาศัยรถแฟนๆกลับบ้าน แทนที่จะมีรถบัสรับส่ง ชี้อีกฝ่ายเป็นคนขอกลับก่อนกำหนด

จากกรณีที่นักกีฬาทีมวอลเลย์บอลหญิงของ นครราชสีมา โพสต์เฟสบุ๊กตัดพ้อทีมผู้บริหารของต้นสังกัด ทำนองน้อยใจที่ปล่อยให้ทุกคนต้องนั่งรถทัวร์ รวมถึงต้องติดรถของกองเชียร์กลับ จ.นครราชสีมา หลังจบเกมรอบตัดเชือกที่แพ้ บางกอกกล๊าส วีซี 2-3 เซต ศึก ไทย-เดนมาร์ค ซูเปอร์ ลีก เมื่อวันเสาร์ที่ 25 มีนาคม ที่ผ่านมา

ประเด็นดังกล่าวกลายเป็นที่ถกเถียงอย่างกว้างขวาง แต่ล่าสุด “เสี่ยโต” วัชรพล โตมรศักดิ์ บิ๊กบอสของทีมลูกยางแห่งโคราช ออกมาชี้แจงโดยบอกว่าแท้จริงแล้วทางสโมสรมีกำหนดต้องนั่งรถบัสส่วนตัวกลับพร้อมกัน หลังจบการแข่งขันรอบชิงชนะเลิศของทีมชายซึ่งอยู่ในวันถัดไป ทว่ามีนักกีฬาทีมหญิงบางส่วนมาขอกลับก่อน จึงอนุญาตให้กลับได้

อย่างไรก็ตาม วัชรพล ก็บอกว่า จากเรื่องที่เกิดขึ้นไม่ได้คาดคิดเลยว่าจะมีปัญหาในภายหลัง มารู้อีกทีก็เป็นกระแสทางโลกโซเชียลไปแล้ว จึงต้องออกมาเปิดเผยข้อเท็จจริง และอยากให้ทุกคนเข้าใจถึงเรื่องที่ถูกต้อง

ทีมชาติไทยต้องอยู่กับ “ความจริง”

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมาเชื่อว่าแฟนฟุตบอลไทยหลายคนคงผิดหวังกับเกมที่เจอกับ “ทีมชาติซาอุดิอาระเบีย” คาบ้าน 0-3 ไม่น้อย เพราะโอกาสในการลุ้นพื้นที่เพลย์ออฟในฐานะทีมอันดับ 3 ของกลุ่มริบหรี่เหลือเกินกับ 1 แต้มจาก 6 นัดแม้ว่าจะเหลือเกมในมืออีก 4 นัดก็ตาม เพราะตามหลักทฤษฎีเราต้องชนะรวดในเกมที่เหลือละลุ้นอย่าให้ “ทีมชาติออสเตรเลีย” ชนะได้เป็นอันขาด

แน่นอนว่า เกมนี้ขุนพลช้างศึกทำเต็มที่แล้วแต่ผู้มาเยือนทำได้ดีกว่า ยิ่งความได้เปรียบก่อนลงสนามเรื่องของรูปร่างและทักษะที่เหนือกว่าซึ่งส่งเกตได้ในเกมว่ามีหลายครั้งที่นักเตะคู่แข่งพยายามใช้เกมโยนยาวบอมบ์เข้าใส่กรอบเขตโทษของไทย อย่างลูกแรกที่เสียก็มาจากลูกโยนเข้ามา ลูกที่สองก็เป็นการผ่านบอลเข้ามาจากริมเส้น และลูกทีมสามมาจากจังหวะสวนกลับเร็ว

มาถึงตรงนี้คงต้องยอมรับ “ความจริง” ว่าขุนพลช้างศึกของเราในรอบ 3-4 ปีที่ผ่านมามีการพัฒนาขึ้นมาจนเหนือกว่าระดับภูมิภาค “อาเซียน” พอสมควร แต่ถ้าในระดับทวีป ถือว่ายังเป็นรองหลายๆทีมไม่ว่าจากเอเชียตะวันออกอย่าง “ญี่ปุ่น” หรือ “เกาหลีใต้” รวมถึงบรรดาทีมจากตะวันออกกลางทั้งหลาย

ดังนั้นไม่แปลกใจเลยว่าทำไมนโยบายของนายกสมาคม “พล.ต.อ สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง” ต้องการที่จะเปลี่ยนแปลงสิ่งต่างๆมากมากนับตั้งแต่ได้รับเลือกตั้งเข้ามา โดยเฉพาะการให้ความสำคัญกับการพัฒนาบรรดานักเตะเยาวชนหรือดาวรุ่งที่จะขึ้นมาเป็นกำลังหลักของทีมชาติในยุคต่อไป

เพราะฟุตบอลถึงโค้ชจะเก่งแค่ไหนก็ไม่สามารถบันดาลชัยชนะให้ได้ตลอดด้วยเหตุผลที่ว่า “เกมลูกหนัง” ไม่ได้ขึ้นอยู่กับปัจจัยเรื่องโค้ชเพียงอย่างเดียว แต่ต้องหมายถึง “ทักษะ” “ความสามารถ” “ฝีเท้า” ที่ขึ้นอยู่กับนักเตะภายในทีม รวมทั้ง “การเล่นเป็นทีม” “ความเข้าใจกันของนักเตะ” ซึ่งมีความแตกต่างกัน นักเตะแต่ละคนมาจากต่างสโมสรต่างที่ ไม่ได้เล่นฟุตบอลทีมเดียวกันทุกวัน

ไม่นับปัจจัยอื่นที่ใกล้เข้ามาหน่อย อย่าง “สภาพความฟิต” ก่อนเกม หรือนักเตะบางคนเพิ่งหายจากอาการบาดเจ็บ ขณะที่นักเตะคู่แข่งกำลังอยู่ในช่วงฟิตสุดๆ ดังนั้นศักยภาพของนักเตะที่ออกมาในสนามก็ไม่เหมือนกันซึ่งบางทีปัจจัยบางอย่างก็อาจจะทำให้ทีมที่เป็นรองกว่าพลิกล็อกล้มยักษ์ได้เหมือนกัน ถือว่าเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นไม่บ่อยแต่ก็เกิดขึ้นเรื่อยๆ

ส่วนปัจจัยภายนอก เรื่องของ “ดิน ฟ้า อากาศ” หรือ “ผู้ตัดสิน” ก็มีส่วนได้ในบางครั้ง ทำให้ต่อจากนี้คงต้องมองถึงการพัฒนานักเตะที่กำลังจะขึ้นมาเพื่อความยั่งยืน คงมาหวังรอประเภท “นักเตะฟ้าประทาน” หรือพวก “อัจริยะลูกหนัง” ที่จะขึ้นมานานทีปีหนเหมือนสมัยก่อนก็คงไม่ได้

สิ่งที่ดีที่สุดก็คือการสร้าง “นักเตะรุ่นใหม่ๆที่จะขึ้นมา” ให้พร้อมที่สุด ดีที่สุดเพื่อจะก้าวขึ้นไปต่อกรกับคู่แข่งในระดับที่สูงกว่าอย่างทวีปหรือความฝันที่จะขึ้นไปในระดับโลก ไปเล่นฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายให้ได้

ถ้าจำกันได้ เกมแรกที่เราไปเยือน “ซาอุดิอาระเบีย” เกมนั้นขุนพลทีมชาติไทยทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมจนเกือบได้ผลเสมอกลับไป ถ้าไม่เจอพิษของผู้ตัดสินชาวจีน “หม่า หมิง” ซะก่อน หรือในรอบก่อนหน้านี้เราเคยตีเสมอซาอุหลังจากถูกนำไปก่อนสองลูกจนผลการแข่งขันออกมา 2-2 มาแล้ว นั้นคงเป็นอีกเหตุผลที่นักเตะเศรษฐีน้ำมันเล่นกับเราแบบไม่มีประมาทและเชื่อว่าเตรียมตัวมาดีก่อนเกมแน่

สุดท้ายเกมของทีมชาติไทยล่าสุดที่แพ้ ก็คงโทษใครไม่ได้เพราะภาพที่เห็นคือ “ความจริง” สิ่งที่ทำได้ต่อจากนี้คือ “ยอมรับ” และ เตรียมตัวสำหรับนัดต่อไปกับ “ทีมชาติญี่ปุ่น” ในสัปดาห์หน้าให้ดีที่สุดก็เท่านั้นเอง

สะดุด! ช้างศึก U23 พลาดพ่ายจีน 1-2 ศึกดูไบคัพ

วันที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2560 เวลา 19.00 น. ตามเวลาประเทศไทย ณ สนาม โปลิส สเตเดียม การแข่งขันฟุตบอล ดูไบ คัพ นัดที่ 3 ทีมชาติไทยรุ่นอายุไม่เกิน 23 ปีที่ชนะมาสองเกมรวด พบกับทีมชาติจีนที่เสมอมาสองเกมรวด

เกมนี้โค้ชโย่ง วรวุธ ศรีมะฆะ วางเจนรบ สำเภาดี เป็นกองหน้าตัวเป้าโดยมี ณัฐวุฒิ สมบัติโยธา, วงศกร ชัยกุล เทวินทร์, ชัยวัฒน์ บุราญ ทำเกมสนับสนุน ตรงกลางเป็น เชาว์วัตน์ วีระชาติ, พิธิวัต สุขจิตธรรมกุล

ออกสตาร์ตเกมครึ่งแรก รูปเกมถือว่าสูสี นาทีที่ 10 ไทย ได้ลุ้นจากลูกยิงด้วยซ้ายของ เชาว์วัฒน์ วีระชาติ จากนอกกรอบเขตโทษ ทว่านายด่านจีนลอยตัวปัดบอลข้ามคานได้อย่างหวุดหวิด จากนั้นเกมแม้ไทยจะเป็นฝ่ายครองบุกได้มากกว่า ทว่าการบุกเข้าไปทำในจังหวะสุดท้ายยังขาดๆ เกินๆ ทำให้จบ 45 นาทีแรก สกอร์ยังเสมอกัน 0-0

กลับมาครึ่งหลัง 5 นาที ไทยเปลี่ยนผู้เล่นคนแรกโดยถอด ณัฐวุฒิ สมบัติโยธา ออกแล้วส่ง ศศลักษณ์ ไหประโคน ลงเล่นแทน จากนั้นนาที 64 เปลี่ยน ธนาสิทธิ์ ศิริผลา ลงแทน วงศกร ชัยกุลเทวินทร์ จากนั้นนาทีเดียว จีน ได้ประตูออกนำ 1-0 จากหลุดไปยิงทางฝั่งขวาของ ถัง ฉี

นาที 72 จีน มาหนีห่างเป็น 2-0 จากการหลุดเดี่ยวไปยิงของ ถัง ฉี และนาทีเดียวกัน ไทย เปลี่ยนเอา วรชิต กนิตศรีบำเพ็ญ กับ จักรกฤษณ์ เวชภิรมย์ ลงแทน เชาว์วัฒน์ วีระชาติ กับ ชัยวัฒน์ บุราญ และอีก 5 นาทีต่อมา ธนาสิทธิ์ ศิริผลา ตัวสำรองหลุดไปยิงให้ไทย ไล่มาเป็น 2-1

นาที 83 ไทย ส่ง สิทธิโชค กันหนู ลงสนามแทน เจนรบ สำเภาดีากนั้น ไทย พยายามโหมบุกอย่างหนัก ทว่าไม่สามารถพังประตูตีเสมอได้ ทำให้จบเกม ไทย แพ้ จีน ไป 1-2 ทำให้มีหกคะแนนเท่าเดิม ส่วนจีนไล่จี้มามี 5 คะแนน

เกมสุดท้ายของการแข่งขันฟุตบอลดูไบ คัพ 2017 ทีมชาติไทยรุ่นอายุไม่เกิน 23 ปี จะทำการแข่งขันในวันที่ 28 มีนาคม 2560 พบกับ สิงคโปร์ 19.00 น. ตามเวลาประเทศไทย ที่สนาม ยูเออี เอฟเอ

หงส์มั่นใจคว้า ฮาเมส เข้ารัง หากได้ตั๋วไปลุยUCL

ลิเวอร์พูล มั่นใจสามารถคว้าตัว ฮาเมส โรดริเกซ มาจากเรอัล มาดริด ร่วมทีมได้เเน่ หากคว้าตั๋วไปเล่นแชมเปี้ยนส์ ลีกในฤดูกาลหน้าได้

“The Mirror” สื่อดังรายงานว่า ลิเวอร์พูล เชื่อมั่นว่าจะสามารถคว้าตัว ฮาเมส โรดริเกซ มิดฟิลด์ของ เรอัล มาดริด มาร่วมทีมได้ในช่วงซัมเมอร์ปี 2017 ที่กำลังจะถึงนี้ ถ้าหากพวกเขาได้ผ่านเข้าไปเล่นในรอบแบ่งกลุ่มยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก

ฮาเมส ถูกคาดหมายว่าจะย้ายออกจากชายคาซานติอาโก้ เบร์นาเบว หลังจบฤดูกาล 2016-17 นี้ เนื่องจากโอกาสลงสนามของเขาในทีมของเฮดโค้ช ซีเนอดีน ซีดาน ที่ยังจำกัดตลอดซีซั่นนี้

ทำให้ ลิเวอร์พูล จับต้องถึงความเป็นไปได้สำหรับการเซ็นสัญญาดึงจอมทัพทีมชาติโคลอมเบียมาร่วมถิ่นแอนฟิลด์ โดยสตาร์วัย 25 ปีที่เหลือสัญญากับ มาดริด จนกระทั่งปี 2020 น่าจะมีค่าตัวราว 65 ล้านยูโร (ประมาณ 2.42 พันล้านบาทหรือ 55 ล้านปอนด์)

แหล่งข่าววงในของเรอัล มาดริดเผย “ซีดานไม่ค่อยพอใจนักเตะในฤดูกาลนี้และร้องขอกำลังเสริมสำหรับตำแหน่งดังกล่าวในซีซั่นหน้าฮาเมสเองก็ไม่มีความสุขและดูเหมือนว่าการย้ายทีมในฤดูร้อนคงเกิดขึ้นแน่ ๆ”

แต้มสุดท้ายอย่างโหด! “น้องหมิว” พรปวีณ์ ช่อชูวงศ์ อัดเจ้าถิ่น ผงาดแชมป์ขนไก่เวียดนาม

“น้องหมิว” พรปวีณ์ ช่อชูวงศ์ ผลงานสุดยอด ผงาดคว้าแชมป์ “ซิปุตรา ฮานอย-โยเน็กซ์ ซันไรส์ เวียดนาม อินเตอร์เนชั่นแนล ชาลเลนจ์ 2017” ที่กรุงฮานอย ประเทศเวียดนาม หลังทุบนักแบดเจ้าถิ่นไปแบบสนุกเร้าใจ

พรปวีณ์ ช่อชูวงศ์ นักตบขนไก่ดาวรุ่งอนาคตไกลของไทย มืออันดับ 38 ของโลก และเป็นมือวางอันดับที่ 2 ของรายการนี้ ลงสนามในรอบชิงชนะเลิศพบกับ เอาชนะ “วู ธิ ตรัง” มือวาง 37 ของโลกและเป็นมือวางอันดับ 1 ของรายการ จากเวียดนาม

โดยในรอบชิงชนะเลิศ เมื่อวันที่ 26 มีนาคม ที่มีกองเชียร์เจ้าถิ่นเข้ามาชมเกมจนเต็มความจุของสนาม “น้องหมิว” วัย 19 ปีของไทย ได้ระเบิดฟอร์มสุดยอด เอาชนะนักตบลูกขนไก่เจ้าถิ่นไปแบบสนุก 2-0 เกม 21-16, 21-17 คว้าแชมป์ ไปครองได้สำเร็จ

ทั้งนี้ พรปวีณ์ ช่อชูวงศ์ คว้าแชมป์รายการระดับอินเตอร์เนชั่นแนล ชาลเลนจ์ มาครองได้เป็นครั้งที่ 2 หลังจากเคยทำได้มาแล้วในรายการ “ทาท่า โอเพ่น” ที่ประเทศอินเดีย เมื่อ 2 ปีที่แล้ว

ลุ้นดับเบิ้ลแชมป์! “นุศรา” พา “เฟเนร์บาห์เช่” ตีตั๋วเล่นไฟนัลกรุ๊ป

สุดยอดจริงๆสำหรับ “ซาร่า” นุศรา ต้อมคำ ตัวเซตมือหนึ่งทีมชาติไทย ล่าสุดสามารถช่วย เฟเนร์บาห์เช่ กรุนดิก ต้นสังกัดในลีกตุรกี คว้าชัยเหนือ ไนลูเฟอร์ เบเลดิเยสปอร์ ไปได้แบบสบายๆ 3-0 เซต คว้าตั๋วเข้าไปเล่นในรอบเพลย์ออฟ ไฟนัล กรุ๊ป ได้สำเร็จ

นักตบลูกยางสาววัย 31 ปี ลงสนามส่งท้ายการแข่งขัน วอลเลย์บอลลีก ประเทศตุรกี ในช่วงเลกสอง ด้วยการเอาชนะ ไนลูเฟอร์ เบเลดิเยสปอร์ ไปได้แบบสบายๆ 3-0 เซต สกอร์ 25-14, 25-16 และ 25-16 ส่งผลให้ เฟเนร์บาห์เช่ กรุนดิก ต้นสังกัด มีคะแนนสะสมเป็นอันดับที่ 2 ของตาราง ได้สิทธิ์ผ่านเข้าไปเล่นในรอบเพลย์ออฟ ไฟนัล กรุ๊ป ได้สำเร็จ

ซึ่งจะทำให้ ตัวเซตมือหนึ่งทีมชาติไทย มีลุ้นที่จะคว้าดับเบิ้ลแชมป์ หลังก่อนหน้านี้เมื่อต้นปีที่ผ่านมา เฟเนร์บาห์เช่ เพิ่งหักปากกาเซียนด้วยการเอาชนะ วาคีฟแบงค์ อิสตันบูล ทีมแกร่ง ไปได้ 3-0 เซต 25-22, 25-15 และ 25-19 คว้าแชมป์คูปา วอลเล่ย์ ไฟนั่ล มาซี่ (แชมป์วอลเลย์บอลถ้วยของตุรกี)

สำหรับ “ซาร่า” นุศรา ต้อมคำ เพิ่งจะย้ายไปเล่นให้กับทีมดังแดนไก่งวง เพียงแค่ฤดูกาลแรก โดยย้ายไปร่วมทีมเมื่อเดือนกันยายน ปี 2016 ก่อนโชว์ฟอร์มได้อย่างสวยหรู ด้วยการพาทีมประสบความสำเร็จไปแล้ว 1 รายการ

สลับขั้ว “มาดริด” กับ “บาร์ซ่า”

อย่างที่ทราบกันดีว่าสองสโมสรที่ยิ่งใหญ่และประสบความสำเร็จที่สุดในสเปนคงหนีไม่พ้น “เรอัล มาดริด” กับ “บาร์เซโลน่า” ซึ่งทั้งคู่ถือว่าเป็นมากกว่าทีมฟุตบอล บางทีอาจจะมากกว่าศาสนาสำหรับคนบางคนด้วยซ้ำ ที่สำคัญทั้งคู่ “เกลียดกันเข้าไส้”

ที่เขียนเรื่องนี้เนื่องจากช่วงนี้มีข่าวเรื่อง “อิสโก้” มิดฟิลด์ของทีมราชันชุดขาวออกมาว่ามีโอกาสกลายเป็น “จูดาส” (คนทรยศ) ในสายตาแฟนมาดรินิสต้า เพราะทั้งสโมสร “มาดริด” และ “บาร์ซ่า”รวมทั้งนักเตะกำลังพูดคุยถึงโอกาสที่จะย้ายไปอยู่กับยอดทีมแห่งกาตาลันจากเหตุที่ไม่ได้ลงสนามเป็นตัวจริงในมาดริด
เรื่องนี้ถือว่าเป็น “เรื่องใหญ่” มาก การที่นักเตะจากทีมนึงย้ายไปอยู่กับทีม “คู่อริ” โดยตรงถือว่าเป็นการไม่ให้เกียรติ ทีมเก่าอย่างแรง และเกือบทุกรายมักจะโดนสาบส่งเวลาลงเจอทีมเก่าเสมอ โดยในอดีตก็เคยมีผู้เล่นชื่อดังถึง 5 ที่ย้ายทีมสลับขั้วแบบนี้

รายแรก “หลุยส์ เอนริเก้” นายใหญ่ที่กำลังจะกลายเป็นอดีตของโค้ชบาร์ซ่าชุดปัจจุบัน ที่เคยประสบความสำเร็จกับ “มาดริด” ไม่ว่าจะ “แชมป์ลีก” หรือ “โคปา เดอเรย์” ซึ่งอยู่กับทีมถึง 5 ฤดูกาล ก่อนจะย้ายไปอยู่กับ “บาร์ซ่า” ถึง 8 ปีพร้อมแชมป์ลีกและแชมป์ยุโรป ถึงแม้จะเคยประสบความสำเร็จกับ “มาดริด” แต่ด้วยเหตุผลที่สื่อเคยเอามาเปิดเผยว่า ตอนอยู่กับยอดทีมแห่งเมืองหลวง “เก็บกด” “อึดอัด” และ “ไม่ชอบ” ทีมตัวเองอยู่ในใจ จึงเป็นหนึ่งในคนที่ชาวมาดริดนิสต้า “เกลียด” ที่สุดคนนึงบนโลกใบนี้
รายที่สอง “ไมเคิล เลาดรู๊ป” อดีตยอดนักเตะชาวเดนมาร์กที่มาอยู่กับบาร์ซ่าในยุคของ “โยฮัน คราฟฟ์” และประสบความสำเร็จคว้าแชมป์กับทีมได้ถึง 4 สมัย อย่างไรก็ตามพอนายใหญ่ของตัวเองออกจากตำแหน่ง ทำให้เจ้าตัวตัดสินใจย้ายไปอยู่กับมาดริดพร้อมเหตุผลว่า “ต้องการความกระหาย” หลังจากที่ประสบความสำเร็จมากมายกับทีมเก่า ซึ่งพอย้ายไปฤดูกาลแรกก็พาขุนพลลอส บลังกอสคว้าแชมป์ได้เลย ที่สำคัญเจ้าตัวเป็นนักเตะที่แฟนฟุตบอลของทั้งสองทีมไม่ค่อยเกลียดเท่าไหร่ด้วย

รายที่สาม “หลุยส์ มิลล่า” อดีตมิดฟิลด์ตัวรับที่อยู่กับบาร์ซ่าถึง 6 ปีได้ทั้ง “แชมป์บอลลีก” “แชมป์บอลถ้วย” และ “บอลยุโรป” ก่อนที่จะย้ายไปมาดริดแบบไร้ค่าตัวเพราะมีปัญหากับ “โยฮัน คราฟฟ์” กุนซือของทีมในยุคนั้น ซึ่งเจ้าตัวก็พายอดทีมจากเมืองหลวงคว้าแชมป์ลีก 2 สมัยและโคปาเดอ เรย์อีก 1 สมัย นักเตะรายนี้แฟนของทั้งสองทีมไม่ได้รู้สึกเกลียดอะไรมากมายเหมือนกัน
คนต่อมา “โรนัลโด้” (อ้วน) ยอดกองหน้าที่ดีที่สุดในโลกตลอดกาลคนนึงย้ายมาอยู่กับยอดทีมจากแคว้นกาลันก่อนตอนอายุ 20 ปีเท่านั้นโดยฤดูกาลแรกเจ้าตัวกระหน่ำไปถึง 46 ประตูจาก 49 เกมที่ลงสนามพร้อมกับพาทีมเป็นแชมป์โคปา เดอ เรย์และแชมป์ยุโรปแต่ไม่ได้แชมป์ลีก ก่อนที่จะมีปัญหาเรื่องสัญญาเลยย้ายเล่นในอิตาลีกับ “อินเตอร์ มิลาน” ก่อนที่จะถูก “มาดริด” ซื้อตัวกลับมาอีกครั้งพร้อมกับพาทีมจากเมืองหลวงเป็นแชมป์ลีก 2 สมัย เรียกว่า มาเติมเต็มสิ่งที่ขาดหายไปให้ครบจากการเล่นในลีกสเปน โดยแฟนบาร์ซ่าก็ไม่ได้ถึงเกลียดมากมายนัก แค่ “ไม่ชอบ” บ้างเพราะดูเหมือนไม่ค่อยเป็นมืออาชีพเท่าไหร่

รายสุดท้าย “หลุยส์ ฟิโก้” ศัตรูหมายเลข 1 ของมหาชนชาวกาตาลันทั้งปวงและเชื่อว่าคงต้องมีเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยเป็นโขยงถ้าอยากไปเที่ยวเมืองบาร์เซโลน่า เพราะตอนอยู่กับบาร์ซ่าเป็นนักเตะที่เป็นหัวใจของทีมและพาทีมประสบความสำเร็จทุกอย่างในประเทศยกเว้นฟุตบอลยุโรป ไม่ต่างจาก “เมสซี่” หรือ “โรนัลโด้” ในปัจจุบัน แต่อยู่ก็ตัดสินใจย้ายข้ามฟากไปอยู่กับมาดริดด้วยค่าตัวระดับโลก และอาจจะเป็นการตัดสินใจที่เจ็บปวดถูกต้องก็ได้เพราะได้ “แชมป์ยุโรป” มาครอง แม้ว่าจะถูกแฟนทีมเก่า ประท้วง โยนเหรียญและหัวหมูใส่ก็ตาม

“สื่อซาอุฯ” เตือน “ทีมอาหรับ” ให้ระวังความขลังของราชมังคลากีฬาสถาน!

ทีมไทยเองถูกมองข้ามโดยสื่ออาหรับส่วนใหญ่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสื่อซาอุฯ, UAE และอิรัก ซึ่งมองกลุ่ม B ว่าเป็นกลุ่มแห่งความตาย เพียงเพราะต้องร่วมกลุ่มกับออสเตรเลียและญี่ปุ่น

เป็นที่ชัดเจน สื่ออาหรับมองทีมไทยว่าอ่อน และเป็นทางผ่านให้ทีมที่เหลือของกลุ่มนี้ โดยน่าจะแจก 6 แต้มไป-กลับ แต่ถ้าตามดูผลงานย้อนหลัง 3 ปีของไทย จะพบว่าระดับเทคนิกการเล่นของไทยเริ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนสื่อญี่ปุ่นและออสเตรเลียเริ่มเตือนถึงความอันตรายของทีมชาติไทยในการเล่นในบ้านที่กรุงเทพฯ

ทีมจากอาหรับต้องระวังเป็นอย่างยิ่งในการเจอทีมชาติไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่สนามราชมังคลาฯ เพราะทีมจากอาหรับเริ่มเผชิญกับความขลังของสนามแห่งนี้นับแต่ปี 2007 เมื่อไทยเป็นเจ้าภาพเอเชียนคัพร่วมกับเวียดนาม, มาเลเซีย และ อินโดนีเซีย โดยทีมชาติอิรักมาเสมอกับไทยในปีนั้นในนัดเปิดสนาม

พอ 18 พ.ย. 2007 ทีมชาติเยเมนแพ้ไทยในนัดเปิดสนามฟุตบอลโลก รอบคัดเลือก 2010

6 ม.ค. 2010 ทีมชาติจอร์แดนเสมอไทยในเอเชียนคัพ รอบคัดเลือก 2011 และในรายการเดียวกันไทยก็เสมออิหร่าน 0-0 เมื่อ 28 ม.ค.

6 ก.ย. 2011 ผลฟุตบอลย้อนหลัง ทีมชาติไทยอัดโอมาน 3-0 และเสมอซาอุฯ 0-0 เมื่อ 11 ต.ค. 2011 ในเกมคัดบอลโลก 2014 ออสเตรเลียที่อยู่กลุ่มเดียวกันชนะไทยแบบ “หืดจับ” ด้วยประตูชัยของ เบร็ตต์ โฮลแมน นาที 77

ส่วนในคัดบอลโลกหนนี้ ตอนรอบที่สองที่เพิ่งจบไป ทีมชาติอิรักก็มาพบความยากลำบากในการต่อกรกับไทย โดยเฉพาะความเร็วของนักเตะไทย โดยเสมอ 2-2 เมื่อ 8 ก.ย. 2015 ก่อนจะไปเสมอด้วยสกอร์เดียวกันที่เตหะราน ทำให้ไทยเป็นแชมป์กลุ่มโดยมี 14 แต้ม นำหน้าอิรัก 2 แต้ม
ทีมชาติไทยเคยแพ้ซาอุฯ 0-6 ในเอเชียนคัพที่ UAE ปี 1996 แต่ในช่วงระหว่างปี 2007-2016 ทีมไทยแข็งแกร่งขึ้นในการเล่นในบ้านด้วยสไตล์การเล่นโต้เร็วและการชิ่งบอลเร็ว ซึ่งเป็นวิธีการที่โค้ชเกียรติศักดิ์ เสนาเมือง วัย 42 ปีของไทยใช้ เขามีฉายาว่า “ซิโก้” และเคยติดทีมชาติไทยถึง 134 ครั้ง และถือเป็นหนึ่งในดาวซัลโวยิงไปถึง 71 ประตู

ทีมชาติไทยเป็นทีมที่แกร่งที่สุดในอาเซียน เพราะได้แชมป์ในระดับนี้มา 4 รายการ รวมไปถึงเป็นเจ้าของแชมป์ซีเกมส์ 15 สมัย

เขาแกร่งกว่า! “ช้างศึก” เปิดบ้านพ่าย “ซาอุดิอาระเบีย” 0-3 ศึกคัดบอลโลก

การแข่งขันฟุตบอลโลก 2018 รอบคัดเลือก โซนเอเชีย รอบ 12 ทีมสุดท้าย กลุ่มบี นัดที่ 6 ที่สนามราชมังคลากีฬาสถาน ทีมชาติไทย พบ ทีมชาติซาอุดิอาระเบีย จ่าฝูงของกลุ่ม

เกมผ่าน 15 นาทีแรก เป็นทีมเยือนที่ครองบอลได้มากกว่าเล็กน้อย แต่ยังไม่มีโอกาสจบสกอร์กันจะแจ้ง

นาที 26 ซาอุฯขึ้นนำ 1-0 นาวาฟ อลาบิด ตักบอลข้ามแผงหลังไทย ให้ โมฮัมหมัด อัล ชาห์ลาวี่ หัวหอกของทีมหลุดกับดักล้ำหน้าเข้าเขตโทษ พักอกหนึ่งจังหวะก่อนซัดด้วยขวาสวนตัว กวินทร์ ธรรมสัจจานันท์ ตุงตาข่าย

นาทีที่ 41 สิโรจน์ ฉัตรทอง ได้โอกาสปั่นด้วยขวา แต่น่าเสียดายบอลโค้งหลุดเสาไกลไปนิดเดียว

หมด 45 นาทีแรก ไทย ตามหลัง ซาอุดิอาระเบีย 0-1

ครึ่งหลัง โค้ชซิโก้-เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง แก้เกมด้วยการส่งพีระพัฒน์ โน๊ตชัยยา ลงมาแทน ประทุม ชูทอง พร้อมปรับแท็กติกมายืนหลัง 4 คน

ผ่าน 70 นาที เป็นทีมชาติไทยที่ทำเกมได้ดีกว่า ส่วนซาอุฯเน้นตั้งรับและรอสวนกลับเป็นระยะ

นาที 84 ซาอุฯมาได้ประตูย้ำชัย มันซูร์ อัล ฮาร์บี้ แบ็กซ้ายเปิดเข้ามาในกรอบเขตโทษ ธนบูรณ์ เกษารัตน์ สกัดบอลผิดเหลี่ยม บอลเข้าประตูตัวเอง ไทย 0-2 ซาอุดิอาระเบีย

ช่วงทดเวลาบาดเจ็บนาทีที่ 2 ซาอุฯมาได้ประตูย้ำชัย 3-0 จากจังหวะโต้กลับ เป็น ซัลมาน โมฮัมหมัด มูวาชาร์ ตัวสำรองแปง่ายๆหน้าประตูเข้าไป ก่อนเกมจะจบลงด้วยสกอร์นี้

จากการปราชัยนัดนี้ ทำให้ ทัพช้างศึก ยังรั้งอันดับสุดท้ายของกลุ่ม มี 1 แต้ม จาก 6 นัด ส่วน เศรษฐีน้ำมัน รั้งจ่าฝูงต่อไป มี 13 แต้ม

สำหรับโปรแกรมนัดต่อไปของทีมชาติไทย จะออกไปเยือน ทีมชาติญี่ปุ่น ที่สนามไซตามะ สเตเดี้ยม วันอังคารที่ 28 มี.ค. 2560

รายชื่อ 11 ผู้เล่นตัวจริงทีมชาติไทย (3-5-2) : กวินทร์ ธรรมสัจจานันท์ ; อดิศร พรหมรักษ์, ธนบูรณ์ เกษารัตน์, ประทุม ชูทอง ; ทริสตอง โด, ธีราทร บุญมาทัน (c), ปกเกล้า อนันต์, จักรพันธ์ แก้วพรม, ชนาธิป สรงกระสินธ์ ; สิโรจน์ ฉัตรทอง, ธีรศิลป์ แดงดา