นับเป็นเวลาล่วงมากว่า 10 ปีแล้ว ที่ทัพว่ายน้ำไทยสูญเสียความเป็นเจ้าสระในกีฬาซีเกมส์ให้กับประเทศคู่แข่งที่แข็งแกร่งกว่า เหตุมาจากว่าขาดการปั้นดาวรุ่งขึ้นมาทดแทนนักกีฬารุ่นพี่ ทำให้ช่องว่างระหว่างนักกีฬาเก่ากับสายเลือดใหม่มีความห่างจนตามกันไม่ทัน

ในซีเกมส์ ครั้งที่ 25 ซึ่งสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวเป็นเจ้าภาพ อาจจะเรียกได้ว่าเป็นครั้งที่ทีมว่ายน้ำไทยประสบกับความตกต่ำที่สุดแล้ว เมื่อคว้าเหรียญทองได้เพียงแค่ 2 เหรียญจาก ”เงือกอุ้ม” ณัชฐานันตร์ จันทร์กระจ่าง และ ณัฐพงษ์ เกษอินทร์ เท่านั้น
กระทั่งนักกีฬาที่ได้ชื่อว่าฟิตที่สุดอย่าง ณัชฐานันตร์ จันทร์กระจ่าง ยังทำได้เท่านี้ ทำให้หลายฝ่ายจ้องมองอย่างคลางแคลงว่า นักว่ายน้ำของไทยที่เก่งๆ สูญพันธุ์ไปหมดสิ้นแล้วหรือ?
หากจะตอบว่า ”ใช่” ก็จะเป็นการทำร้ายจิตใจกันจนเกินไป เนื่องจากบรรดาดาวรุ่งที่ฝีมือดีและกำลังจะก้าวขึ้นมาสู่ทำเนียบทีมชาติชุดใหญ่ หลายคนต่างก็โชว์ผลงานในการแข่งขันระดับเยาวชนให้ได้ชื่นใจกันเช่น ในรายการ ”ซีเอจกรุ๊ป” ที่ยังอุตส่าห์มีคนค่อนขอดว่าเป็นเหมือนกีฬาสีของเด็กในอาเซียนเท่านั้น
ถ้าไม่สนใจกับคำค่อนขอดนั้นแล้ว หันกลับไปมองสถิติที่เด็กไทยทำเอาไว้ พร้อมกับครองความเป็นแชมป์เจ้าสระซีเอจมากว่า 5 สมัยติดต่อกัน เอาชนะทีมสิงคโปร์ได้อย่างราบคาบก็ถือได้ว่า วัฏจักรแห่งความสำเร็จกำลังจะวนกลับมาอยู่ที่ทีมว่ายน้ำไทยอีกครั้ง เพียงแต่ว่าสมาคมว่ายน้ำฯ จะบริหารจัดการอย่างไรให้พัฒนาการของนักกีฬาไทยไม่สะดุดหยุดลงระหว่างทางเหมือนที่ผ่านมา
ความหวังของทีมไทยในชุดนี้ แน่นอนว่าตกอยู่ที่ ณัฐพงษ์ เกษอินทร์ และ ณัชฐานันตร์ จันทร์กระจ่าง เนื่องจากเป็นนักกีฬาที่มีผลงานดีที่สุดในปัจจุบัน โดยเฉพาะในรายการล่าสุดอย่าง ”ฮ่องกง โอเพ่น” ที่สามารถสร้างสถิติประเทศไทยขึ้นมาใหม่ได้
ส่วนดาวรุ่งอย่าง เบญจพร ศรีพนมธร, สาริศ ธิวงศ์, เจนจิรา ศรีสอาด, ชะวัลนุช สลับลึก และ เพียงขวัญ ปะวะโพตะโก ถึงแม้ว่าผลงานในช่วงหลังจะชี้ให้เห็นถึงพัฒนาการที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่ด้วยเหตุที่ว่าซีเกมส์เป็นการแข่งขันแบบโอเพ่น ไม่ใช่ประเภทจำกัดอายุ ดังนั้นครั้งนี้หากจะหวังถึงเหรียญทองคงจะเป็นเรื่องที่ต้องลุ้นกันเหนื่อย แต่ในอีก 2 ปีข้างหน้าจับตาดูนักกีฬากลุ่มนี้ไว้ให้ดี เพราะนี่คือขุมกำลังสำคัญของวงการว่ายน้ำไทย
ดังนั้นดังที่ ”โค้ชตึก” ธนาวิชญ์ โถสกุล พ่อบ้านสมาคมว่ายน้ำฯ ได้กล่าวไว้ว่า ขอเพียงให้ได้เหรียญทองมากกว่าซีเกมส์ครั้งที่แล้วซึ่งมีเพียง 2 เหรียญเท่านั้น โดยครั้งนี้ยังมองไปที่ประเภททีมผลัดหญิงมากกว่าที่จะเป็นประเภทบุคคล
หันมาดูที่กีฬากระโดดน้ำกันบ้าง ทีมชุดนี้เหลือตัวเก๋าอย่าง สุชาติ พิชิ เพียงคนเดียว ส่วน สุขฤทัย ธรรมโอรส นั้น เลิกรับใช้ทีมชาติไปแล้ว เนื่องจากอาการบาดเจ็บเรื้อรัง คงเหลือให้ ”เจ้าชาติ” ต้องประคองรุ่นน้องฝ่าด่านอรหันต์ไปให้ได้ ที่น่าจะมีลุ้นที่สุดก็คงจะเป็นสุชาติเอง ส่วนจะถึงเหรียญทองหรือไม่ คำตอบคือ ค่อนข้างจะยาก เนื่องจากอายุที่มากขึ้นของเจ้าตัว บวกกับในเมืองไทยไม่มีรายการแข่งขันกระโดดน้ำให้นักกีฬาได้ลงแข่งขันเพื่อทดสอบตัวเอง เมื่อไม่มีแมตช์ให้ลงแข่งนักกีฬาก็ไม่รู้ว่าจะซ้อมไปทำไม เมื่อไม่ได้ซ้อมอย่างต่อเนื่อง พัฒนาการต่างๆ ก็หดหายไปเป็นเรื่องธรรมดา โอกาสของ ”เจ้าชาติ” ที่จะซิวเหรียญทองได้บอกได้เลยว่า ”เหนื่อย” ส่วนเด็กใหม่ก็ล้วนแต่เป็นน้องใหม่หัดโดดกันเกือบทั้งสิ้น เรื่องจะได้เหรียญอาจต้องเก็บไว้เป็นความฝันกันต่อไป ถ้าหากยังไม่ให้ความสำคัญกับกีฬาชนิดนี้อย่างจริงจังเสียที
กับโปโลน้ำ ที่เป็นสายเลือดใหม่ อาจจะสร้างเซอร์ไพรส์ให้ได้บ้าง เพราะนอกจากกีฬาว่ายน้ำแล้ว โปโลน้ำ ถือว่าเป็นอีกหนึ่งชนิดกีฬาที่พยายามพัฒนาตัวเองอยู่ตลอดเวลา แม้ว่างบประมาณจะน้อย นักกีฬามีให้เลือกไม่มาก แมตช์ในประเทศไม่ต้องพูดถึง แข่งกันปีละครั้งสองครั้ง มีอยู่ไม่กี่ทีม โอกาสที่จะพัฒนาฝีมือให้ก้าวไปไกลในระดับนานาชาติก็ค่อนข้างจะยาก ถ้าหากซีเกมส์ครั้งนี้มีเหรียญห้อยคอกลับมา ไม่ว่าจะเป็นเหรียญอะไรก็ถือว่า ”หล่อ” แล้ว
ระบำใต้น้ำของไทย ที่อาจจะมีคนรู้จักอยู่ในวงแคบๆ (ต้องย้ำว่าแคบมาก) โอกาสที่จะเบียดคู่ต่อสู่อย่างมาเลเซีย, สิงคโปร์ และฟิลิปปินส์ ขึ้นแป้นรับเหรียญนั้นค่อนข้างจะสาหัสสากรรจ์อยู่ แม้ว่าผู้ที่เกี่ยวข้องกับกีฬาชนิดนี้จะพยายามกระเสือกกระสนดิ้นรนหาทางส่งทีมออกไปแข่งยังต่างประเทศอยู่บ่อยครั้ง เพื่อยกระดับของทีมให้ก้าวหน้าขึ้น แต่กับความสำเร็จในเวทีนี้อาจจะเป็นเรื่องที่ยากอยู่สักหน่อย
มากกว่า 2 เหรียญทองของทีมว่ายน้ำไทยในครั้งนี้ อาจจะมีความเป็นไปได้ อย่างไรก็ตามอย่าลืมส่งใจไปเชียร์ฉลามหนุ่มและเงือกสาวของเราให้กลับคืนสู่ความยิ่งใหญ่ได้เสียที
อย่าให้ถึงกับตั้งคำถามว่า ระหว่างทีมบอลไทยจะได้ไปเตะฟุตบอลโลก กับ ทีมว่ายน้ำไทยเป็นเจ้าสระซีเกมส์ อย่างไหนจะมาถึงก่อนกัน